Wind-Powered Cargo Ships Making A Comeback

   เมื่อการการจัดส่งสินค้าทางเรือระหว่างประเทศ (International Shipping)คิดเป็นร้อยละ 90 ของการจัดส่งสินค้าทั้งหมดทั่วโลก ที่มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ  “International Maritime Organization (IMO)” เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเรือเดินสมุทร และหนึ่งในมาตรการควบคุมที่จะเกิดขึ้นซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการขนส่งทางทะเล นั่นก็คือ ในปี 2020 เป็นต้นไป เรือเดินสมุทรจะได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีค่ากำมะถันสูงสุดเพียงร้อยละ 0.1 ในบางพื้นที่เท่านั้น (น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงที่มีค่ากำมะถันน้อยจะมีราคาแพงกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไปที่ใช้ในปัจจุบัน) ผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลต่างๆเริ่มเผชิญกับความท้าทายใหม่ในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ(ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก)ดังกล่าว ในขณะเดียวกันต่างเริ่มมองหาวิธีการการลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจด้วย   
 “ความท้าทายทางการค้าและกฎระเบียบต่างๆจะเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และกลยุทธ์ในการออกแบบ/การดำเนินงานของเรือ” และมันก็เป็นเช่นนั้น เมื่อปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกธุรกิจ จึงมีเทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ของการพัฒนาเรือให้เป็น “eco-efficient” มากขึ้นด้วยการใช้ “พลังงานทางเลือก” แทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงตามปกติ (ร้อยละ 70-80 ของค่าขนส่งมาจากต้นทุนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงซึ่งทำให้เจ้าของเรือมีกำไรน้อยมากจากกาดำเนินธุรกิจ) บทความนี้จึงจะกล่าวถึงเทคโนโลยีที่มีศักยภาพที่จะเป็นนวัตกรรมที่สำคัญในอนาคตได้ ซึ่งไม่รวมถึง “ระบบการขับเคลื่อนแบบไร้คนขับ” ที่เป็นกุญแจสำคัญที่เกิดจากผสมผสานเทคโนโลยีต่างๆเข้าด้วยกัน เช่น การวิเคราะห์และวางแผนเส้นทางอย่างเหมาะสม การบริหารงานแบบศูนย์กลาง การควบคุมการทำงานแบบเสมือนจริง เป็นต้น
   บริษัท Wndship Technology กำลังพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือแบบใหม่ หรือ “Auxiliary Sail Propulsion System (ASPS)”ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะเป็นการปฏิวัติการใช้พลังงานของการขนส่งทางทะเล ถึงแม้ว่าในตอนนี้จะยังเป็นเพียงแค่แนวคิดเท่านั้น แต่ระบบดังกล่าวเป็นการรวมพลังงานลม, โดยการใช้ร่มชูชีพขนาดใหญ่และสูงตระหง่านรวมพลังงานลมไปที่ใบพัดทรงกระบอก (Cylindrical Rotors), กับใบเรือที่มีรูปทรงเหมือนปีก (Wing-like sails) ที่สามารถสร้างพลังงานได้ถึง 2.5 เท่าของพลังของใบเรือผ้าใบธรรมดาที่ทำงานประสานไปกับก๊าซธรรมชาติใน “Wind-natural gas hybrid system” สำหรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดเล็ก นอกเหนือจากประโยชน์ของการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วยังสามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากถึงสองล้านตันต่อปี (สำหรับการขนส่งแร่เหล็ก 170ล้านตันด้วยเรือขนาดใหญ่ 300 ลำ) หรือคิดเป็นต้นทุนประมาณ 1.5 พันล้านดอลล่าร์ ซึ่งหากเทคโนโลยีนี้สามารถพัฒนามาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริงจะทำให้เจ้าของเรือมีกำไรมากขึ้นอย่างแน่นอน
 
   เมื่อ “กระแสลมในทะเลเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายและไม่มีวันหมด” , Tuumas Riski ผู้ชนะรางวัลด้วย “Rotor Sail Solution” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใบเรือในการบังคับกระแสลมให้ขับเคลื่อนเรือได้จริงเมื่อกระแสลมอยู่ใน conditionที่กำหนด ซึ่งเป็นการประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่ได้ใช้พลังงานใดๆในการรักษาความเร็วของเรือ โซลูชั่นดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้กับทั้งเรือใหม่และเรือที่มีอยู่โดยไม่ต้องเสียเวลากับการหยุดการทำงาน (Down time) เลย    
   เช่นเดียวกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในช่วงแรก, Windship เผชิญหน้ากับความยุ่งยากหลายอย่าง เช่น การจัดหาแหล่งเงินทุน การสาธิตโมเดลต้นแบบ และการกำหนดระยะวลาคืนทุนของเทคโนโลยี โดยคาดว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้มี savings ได้ถึงร้อยละ 20  ในทางกลับกัน มีประเด็นในเรื่องความปลอดภัยเมื่อมีพายุในทะเลที่ทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี เสากระโดงที่ใหญ่และเป็นอุปสรรคต่อการขนถ่ายสินค้า และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่างๆ สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อ IMO เริ่มประกาศใช้กฎข้อบังคับตามที่กล่าวมาแล้วในปี 2020 ก็อาจจะสายเกินไปที่จะตระหนักถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ และจากรายงานของ IMO การขนส่งทางทะเลไม่เพียงแต่จะใช้น้ำมันเชื้อเพลิงถึงร้อยละ 10 ของการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งโลก แต่ยังปล่อยของเสียจากการเผาผลาญน้ำมันดิบทางน้ำอีกด้วย ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งทางทะเลต่างตระหนักดีว่า ในไม่ช้านี้พวกเขาจะต้องถูกลงโทษสำหรับการดำเนินธุรกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมดังกล่าวทั้งทางอากาศและทางน้ำอย่างแน่นอน 
 
   ด้วยข้อจำกัดดังที่กล่าวข้างต้น เรายังคงต้องจับตากันต่อไปว่าจะมีเทคโนโลยีที่จะสรรสร้างเป็นนวัตกรรมใหม่ๆที่จะเป็นการปฏิวัติการดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางอากาศและทางทะเลในไม่ช้านี้อีกหรือไม่ เพื่อดำรงให้ “คน” สามารถมีชีวิตอยู่อย่างเจริญก้าวหน้าโดยไม่ “เอาเปรียบธรรมชาติ” ได้อย่างยั่งยืนในอนาคต 
 
 
เรียบเรียงโดย  BLOG.SCGLogistics 
ที่มา และรูปภาพ :  sciencedaily.com, windshiptechnology.com, safety4sea.com
Share this post