“Online Shopping” กับการปรับตัวของธุรกิจที่จะขนส่งภายในไม่กี่นาที

ในยุคดิจิตอลอย่างทุกวันนี้ “ความสะดวกสบาย” เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการและใช้ในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้า/บริการ พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ต้องการซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องย่างกรายเข้าไปที่ร้านค้า แค่ “เลือก” และ “คลิ๊ก” เพียงเท่านี้ สินค้าของพวกเขาก็สามารถถูกจัดส่งจนถึงหน้าบ้านได้ทันที

ไม่ว่าจะเป็น ดอกไม้ รองเท้า หนังสือ เครื่องสำอางค์/สินค้ากลุ่มความสวยความงาม หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ ก็มีแนวโน้มที่จะมีการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น   ผลสำรวจจาก “comScore”; บริษัทสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก; พบว่า ในปี 2559 ผู้บริโภคซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 51% จากปี 2558 ที่คิดเป็น 48% และ 47% ในปี 2557 และ 44% เป็นการซื้อสินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (Smartphone) ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 6% ในขณะที่การซื้อสินค้าใน Super market ถูกคาดการณ์ว่าผู้บริโภคยังคงนิยมที่จะเลือกซื้อสินค้าที่ร้านค้าเพราะต้องการคัดเลือกคุณภาพสินค้าด้วยตัวเอง แต่แล้วในปี 2559 พบว่า 5% ของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกากลับซื้อสินค้าประเภท “Grocery” แบบออนไลน์ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะเพิ่มสูงถึง 20พันล้านเหรียญฯในอีก 3 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว  แน่นอน จากข้อมูลดังกล่าว ธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

1.ร้านค้าจะกลายเป็น “Showroom” สำหรับแสดงสินค้าเท่านั้น

ในอดีตผู้บริโภคขับรถมาจอดที่ร้านค้า เดินชมสินค้า ลองสินค้าที่ต้องการ จ่ายเงินและกลับบ้านร ร้านค้าเปรียบเสมือนศูนย์กระจายสินค้าของธุรกิจ แต่ต่อไปนี้ ผู้บริโภคต้องการที่จะมีตัวเลือกสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น นั่นหมายความว่าร้านค้าจะต้องวางรองเท้ากว่า 100 แบบบนชั้นวางสินค้าเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าของตน  ซึ่งแน่นอนว่าพื้นที่ในการจัดเรียงสินค้าย่อมมีอยู่อย่างจำกัด ในขณะที่บนโลกออนไลน์มีรองเท้ากว่า 1,000 แบบพร้อมราคาให้เลือกจากร้านค้ามากมาย เทรนด์ในอนาคตจึงกลายเป็นว่าผู้บริโภคเดินเข้าร้านค้า ลองสินค้าที่ต้องการ แต่กลับบ้านเพื่อซื้อออนไลน์ที่ซึ่งสามารถเช็คราคา/โปรโมชั่นที่ดีที่สุดได้

2. Virtual Reality ถูกนำมาใช้กับประสบการณ์ในการซื้อสินค้ามากขึ้น

ประสบการณ์การซื้อสินค้าของผู้บริโภคจะถูกทำให้ตื่นเต้นและน่าสนใจมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี “Virtual Reality (VR)” ผู้บริโภคจากบัวโนสไอเรส,อาร์เจนตินา มีโอกาสได้ลองใช้ “VR Headset” ในการช๊อปปิ้งเลือกสินค้าบนห้างสรรพสินค้าเสมือนจริงของ Macy ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ซึ่งทำให้การซื้อสินค้าเป็นเรื่องง่ายดาย และถือเป็นจุดเปลี่ยนของประสบการณ์ในการช๊อปปิ้งทั่วโลกที่ Real time เพียงแค่มีไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ทเท่านั้น

3.Supply Chain จะเปลี่ยนไป

การซื้อขายออนไลน์ที่เติบโตอย่างมากทำให้ร้านค้าปลีกปรับเปลี่ยน Supply Chain ใหม่ เมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าหลากหลาย ร้านค้าจำต้องจัดหาสินค้ามากมายหลายแบบหลายสไตล์เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า แต่เนื่องจากพื้นที่ในร้านค้ามีจำกัด ทำให้สินค้าถูกเคลื่อนย้ายจากการ stock ที่ร้านค้ามาเป็น “Massive Warehouse” ซึ่งสามารถจัดส่ง/กระจายสินค้าข้ามเมืองหรือบางครั้งประเทศได้ทันที ซึ่งการบริหารจัดการพื้นที่คลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและ “Space Utilization” และมีแนวโน้มที่จะใช้ Rack ที่สูงขึ้นและทางเดินในคลังที่แคบลงเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสินค้าให้มากขึ้น หรือเรียกว่าเป็นคลังสินค้าแบบ “Massive high-volume order-picking facilities” ตัวอย่าง คลังสินค้าของ Amazon ที่บอลทิมอร์,ในรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา บนพื้นที่กว่าหนึ่งแสนตารางเมตร Amazon ย้ายสินค้ากว่าสองพันล้านชิ้นจากการขายออนไลน์ทั่วโลกมาไว้ที่คลังสินค้านี้และบริหารจัดการคลังสินค้าอีก 50 แห่งในสหรัฐอเมริกาด้วย เป็นต้น

4.กำไรเป็นสิ่งสำคัญ จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

นอกจากนี้ เมื่อการขนส่งสินค้าไม่ใช่ในวันรุ่งขึ้น หรือ “Next Day Delivery” อีกต่อไป แต่เรากำลังพูดถึง “Same Day Delivery” ซึ่งหลายธุรกิจคาดหวังที่จะใช้การขนส่งดังกล่าวเป็นจุดขาย/จุดได้เปรียบที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจแบบเหนือความคาดหมาย (Beyond Expectation) ซึ่ง Amazon ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เมื่อปลายเดือนธันวาคมปี2559 ทีผ่านมา ร้านค้าปลีกออนไลน์ยักษ์ใหญ่ได้จดสิทธิบัตร “Giant Flying Warehouse” ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งคลังสินค้า/ศูนย์กระจายสินค้า และ “Launchpad” สำหรับการขนส่งด้วย “Drone”

แผนงาน “Airborne Fulfillment Center (AFC)” ของ Amazon ดังกล่าว จะเป็นลักษณะเหมือนอากาศยานขนาดใหญ่ลอยอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 45,000 ที่ซึ่งจะใช้เก็บและกระจายสินค้ามากมาย เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า โดรน (Unmanned Aerial Vehicle –UAV) จะถูกปล่อยลงมาเพื่อส่งสินค้าไปยังลูกค้าปลายทางภายในไม่กี่นาที ซึ่งจะประหยัดพลังงานมากกว่าการให้โดรนบินขึ้นจะพื้นดินตามธรรมดา Amazon ได้กล่างถึงการประยุกต์ใช้ AFC ในหลากหลายแบบ ตัวอย่างหนึ่งไดแก่ เมื่อผู้คนที่เข้ามาดูฟุตบอลนัดสำคัญที่สนามกีฬาขนาดใหญ่ และพวกเขาต้องการซื้ออาหารและเครื่องดื่มระหว่างการแข่งขันอันเข้มข้น AFC สามารถที่จะ stock และจัดส่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านโดรนได้ภายในไม่กี่นาทีที่พวกเขาสั่งซื้อ นอกจากนี้ยังสามารถทำการโฆษณาขนาดยักษ์บนอากาศยานที่ซึ่งลูกค้ามากมายสามารถมองเห็นและสั่งซื้อสินค้าได้อีกด้วย

ตามทฤษฎีแล้วดูเหมือนว่า AFC จะเป็นไอเดียที่น่าสนใจในการขนส่งแบบ “Last mile delivery” แต่ข้อจำกัดอีกมากมายนับไม่ถ้วนยังคงต้องการคำตอบ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียยบ/ข้อบังคับในการบินของอากาศยานบนท้องฟ้า การใช้พลังงานเชื้อเพลิงของ “Giant Flying Warehouse” การทำ stock/re-stock และที่สำคัญ การใช้งานจริงของโดรนในสถานที่ที่สามารถส่งของได้จริง (Open space area) ซึ่งต้องคอยดูกันต่อไปว่า ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกาจะมีคำตอบให้ผู้คนทั่วโลกในอนาคตอันใกล้อย่างไร

 

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, logisticsviewpoints.com, pixabay.com, dronelife.com

Share this post