New Normal logistics & Future Trend

New normal logistics and future trend cover

Covid-19 ส่งผลกระทบอย่างไรต่อธุรกิจโลจิสติกส์บ้าง วันนี้เรานำสรุปเรื่อง New Normal logistics & Logistics Trend จากคุณไพฑูรย์ จิรานันตรันต์ Managing Director of SCG Logistics มาฝากครับ

New Normal Logistics

Resilient Supply Chain Model

Just-in-Case (JIT) to Just-in-Time (JIT) :

หลายธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์ Just-in-time (JIT) การผลิตวัตถุดิบหรือสินค้าแบบทันเวลาพอดี เพื่อลดต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลังตลอดทั้ง supply chain ปรับเปลี่ยนรูปแบบกลยุทธ์เป็น Just-in-Case (JIC) หรือการจัดเตรียมสินค้าคงคลังที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่นโรคระบาด เพื่อให้ supply chain สามารถเดินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

Cost Efficiency

ต้นทุนต่ำที่สุดไม่ใช่ปัจจัยแรกที่ถูกคำนึงถึงอีกต่อไป เพื่อปรับกลยุทธ์สู่ Just-in-Case ต้นทุนย่อมสูงขึ้น อย่างไรก็ตามธุรกิจจะสามารถรักษาประสิทธิภาพการผลิตตลอดทั้ง supply chain ไว้ได้

Centralized DC to Reginal DC

ศูนย์กระจายสินค้าถูกปรับเปลี่ยนจากรวมศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว เป็นขยายสู่ภูมิภาคมากขึ้น เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าสู่ผู้บริโภค

Transportation of air freight are affected

ธุรกิจที่จัดจำหน่ายผ่าน Air freight ได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินขนส่งที่ลดลง เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ air freight ในการจัดส่งด่วน ทำให้ต้องปรับกลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ใหม่

Global Supply Chain Shift

เกิดการย้ายฐานการผลิตสู่ภูมิภาคอาเซียนเพื่อลดผลกระทบจากโควิด เช่น บริษัท Foxxcon ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ของ Apple ซึ่งตั้งฐานการผลิตที่ประเทศจีน ต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเวียดนาม ตามคำขอของ Apple เพื่อรักษาธุรกิจร่วมกัน

Change in Customer Behavior

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ธุรกิจจึงต้องการ supply chain visibility หรือการมองเห็นสถานะในแต่ละห่วงโซ่ที่ชัดเจนขึ้น คำนึงถึงการตอบสนองที่รวดเร็ว ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ในรูปแบบ end-to-end solution ให้กับทั้ง supply chain ได้ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะ Bullwhip effect ซึ่งทำให้การคาดการณ์สินค้าคงคลังทำได้ยากและมีโอกาสผิดพลาดสูง เนื่องจากการคาดการณ์ในแต่ละห่วงโซ่แปรปรวน

Resilience Business Model for New Normal

SCG Logistics ได้กำหนดกลยุทธ์ใหม่ เพื่อมอบบริการที่ดี ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม โดยแบ่งเป็น 3 หัวข้อหลัก คือ

  • เสนอ End-to-End Solution ที่ตอบโจทย์ครอบคลุมทั้ง supply chain ตั้งแต่การนำเข้าตลอดจนการจัดส่ง รองรับรูปแบบธุรกิจทั้ง B2B และ B2C
  • พร้อมตอบสนองต่อ Global supply chain shift ในภูมิภาคอาเซียน ด้วยทีม operation base ในประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย
  • Go digitalization นำดิจิทัลเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสมขึ้น

Logistics Trend

  • Future of work: มนุษย์และหุ่นยนต์ทำงานร่วมกัน เช่นการใช้ Robot AGV และ RPA ร่วมกับ IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตั้งแต่การรับออเดอร์จนกระทั่งถึงการจัดส่ง ขณะเดียวกันพนักงานควรได้รับการ reskill และ upskill เพื่อให้สอดคล้องกัน
  • Cold chain logistics: เพื่อตอบสนองการเติบโตของธุรกิจด้านอาหารและยา เช่นการจัดส่งวัคซีน จำเป็นต้องใช้การขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิที่ได้คุณภาพ และมีระบบ track and trace visibility ตลอดการขนส่งเพื่อสร้างความมั่นใจในการให้บริการ
  • Sharing economy logistics: เกิด platform ใหม่รองรับการใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น truck matching, container matching ธุรกิจ Uber Wework เป็นต้น
  • Seamless logistics: การใช้ logistics provider เพื่อหา solution ที่เหมาะสมให้ธุรกิจตั้งแต่ต้นทางสู่ปลายทาง ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการต้นทุนที่ดีและเหมาะสมได้ นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลตลอดทั้ง supply chain ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการขายและการเก็บสินค้าคงคลังอีกด้วย
  • 5G: ทำให้การส่งผ่านข้อมูลรวดเร็วและเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น การเชื่อมต่อข้อมูลในทุกอุตสาหกรรม รวมทั้งโลจิสติกส์จึงมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย
  • Green and sustainable logistics: รถยนต์ไฟฟ้า เช่น EV truck, EV forklift จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยมลภาวะ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีด้าน telematics จะถูกนำมาใช้เพื่อบริหารจัดการด้านความปลอดภัย เช่น การใช้กล้อง AI เพื่อมอนิเตอร์การขับขี่แบบเรียลไทม์ พร้อม alert แจ้งเตือนเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน
Mr.Paitoon Jirnantarat quote for the future of e-Logistics  virtual exhibition

อ้างอิงบทความและรูปภาพจาก : SCG Logistics

Share this post