โลจิสติกส์ยุคใหม่ สำคัญต่อการเติบโตของอะไหล่ Spare Parts

ปี 2563 อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ (Spare Parts) ไทยหดตัวตามอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ อันเป็นผลกระทบจาก COVID-19 ที่ทำให้การผลิตในห่วงโซ่ยานยนต์สะดุดลง ท่ามกลางกำลังซื้อทั่วโลกรวมถึงไทยที่หดตัวรุนแรง อย่างไรก็ตาม ความต้องการชิ้นส่วนเพื่อการทดแทน ยังคงขยายตัวได้ตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนยานยนต์สะสม ประกอบกับผู้บริโภคบางส่วนมีแนวโน้มซ่อม/บำรุงยานยนต์เก่าเพื่อยืดเวลาการซื้อยานยนต์ใหม่ออกไป สำหรับปี 2564-2565 คาดว่าการผลิตยานยนต์ในประเทศจะฟื้นตัวโดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-4% ต่อปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์โลก

แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2565-2567

การฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรมากขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ COVID-19 ค่อย ๆ ดีขึ้น และ ในอีก 3 ปีข้างหน้า การผลิตรถยนต์ของไทยมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 4.0-6.0% ต่อปี การผลิตและความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศจะเติบโตต่อเนื่อง จากความต้องการในตลาด ทั้งชิ้นส่วนเพื่อประกอบยานยนต์ (OEM) ที่คาดว่าจะขยายตัวตามปริมาณการผลิตยานยนต์ ขณะที่ความต้องการชิ้นส่วนเพื่อการทดแทน (REM) จะเติบโตตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณยานยนต์สะสม

Logistics ยุคใหม่สำหรับการขยายตัวที่จะเกิดขึ้น

เราเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะด้านการขนส่งสินค้า จากเดิมที่ลูกค้าสามารถรอสินค้าได้ จากเป็นเดือน เหลือ 14 วันบ้าง 7 วันบ้าง จนในปัจจุบัน ลูกค้าต้องการสินค้าที่รวดเร็วแบบสั่งวันนี้ ได้ของวันพรุ่งนี้ หรือ ภายในวันเดียวกัน โดยพฤติกรรมนี้ ไม่ใช่แค่พฤติกรรมของลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคคนสุดท้าย (End Users) แต่รวมถึงลูกค้าธุรกิจ เช่น ผู้แทนจำหน่าย อีกด้วย

สินค้ายานยนต์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีหลาย SKUs เช่นกลุ่มอะไหล่ spare parts ที่มีหลายส่วน และ หลายยี่ห้อ ทำให้ทางร้านตัวแทนจำหน่ายมีความยากในการเลือกทำสต็อกสินค้า หลาย ๆ ตัว กว่าจะขายได้ใช้เวลานาน ทำให้เงินจม แต่ถ้าไม่ stock กว่าจะสั่งสินค้ามาได้ค่อนข้างใช้เวลา ไม่ทันต่อความต้องการใช้สินค้าของผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสขาย  จึงก่อให้เกิดความต้องการจัดส่งสินค้าแบบ Next Day ขึ้นมา

ด้วยความต้องการที่ลูกค้าต้องการของไวขึ้น เปลี่ยนวิธีการสั่งสินค้า จากสั่งครั้งละมาก ๆ แต่ไม่บ่อย มาสั่งครั้งละนิด ๆ หน่อย ๆ แต่สั่งถี่ ส่งผลให้กระบวนการโลจิสติกส์ ต้องเปลี่ยนแปลง และ หาวิธีรองรับความต้องการของลูกค้าให้ได้ และ กลายเป็น New Normal ของการขนส่งสินค้าในปัจจุบัน

แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้

1. การออกแบบการขนส่งที่เหมาะกับสินค้า

จริง ๆ แล้วในปัจจุบันผู้ให้บริการขนส่งหลายราย สามารถขนส่งสินค้าแบบ Next Day ได้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกใช้ ไม่ได้มีแค่ข้อเดียว เราควรเลือกใช้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้า และ อุตสาหกรรมของเราเป็นอย่างดี สามารถแนะนำ และ นำเสนอโซลูชั่นที่ไม่ได้เพียงแต่ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ต่อยอดให้ธุรกิจของเรา แข่งขันได้ และ เติบโตได้ในอนาคต  เช่น  การขนส่งแบบ Next Day Delivery สำหรับสินค้าที่ลูกค้าต้องการใช้งานด่วนแต่นาน ๆ ใช้ที  ควบคู่ไปกับการขนส่งแบบ Lead time สำหรับสินค้าที่ไม่ต้องการใช้งานเร่งด่วน  รวมไปถึงบริการเข้ารับสินค้าถึงโรงงานผลิต (First Mile Delivery) ทั้งแบบเต็มเที่ยวรถหรือแบบ Milk Run ที่ควรจะเลือกให้เหมาะสมกับปริมาณสินค้าและจำนวนต้นทางด้วย

2. Single Contact Point การติดต่อที่เดียว

หลาย ๆ คนอาจจะไม่คิดว่าการติดต่อแบบ Single Contact Point นั้นสำคัญ แต่พอทำงานจริงจะรู้เลยว่า การที่เราต้องติดต่อคนโน้นคนนี้ในการทำงาน เป็นเรื่องที่ไม่ได้สร้าง Value ให้กับธุรกิจเลย ฉะนั้นหากเลือกใช้บริการโลจิสติกส์ ควรมั่นใจว่า เราสามารถติดต่อคน ๆ เดียวได้ทุกเรื่อง ทั้งการขนส่ง การบริหารคลังสินค้า และการจัดเซ็ทสินค้า

3. รองรับสินค้าได้ทุกขนาด ทุกน้ำหนัก

สินค้ายานยนต์ โดยเฉพาะอะไหล่นั้นกว้างมาก จะมีตั้งแต่สินค้าขนาดเล็กจิ๋ว เป็นชิ้นส่วนที่ใส่กล่องได้ ไปจนถึงสินค้าขนาดใหญ่ อย่างเช่น อะไหล่รถไถ เป็นต้น การที่เราจะต้องจ้างบริษัทขนส่งเจ้าหนึ่งเพื่อส่งของเล็ก  อีกเจ้าหนึ่งเพื่อส่งของใหญ่ สร้างความยุ่งยากในการประสานงานหรือไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานได้ 

4. การรับประกัน

ประกันควรจะครอบคลุมมูลค่าของสินค้า หรือ มูลค่าของ Invoice เพราะบางที เราจำเป็นต้องส่งสินค้าทีละมาก ๆ แต่มูลค่าประกันส่วนใหญ่ ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด อุบัติเหตุ บางครั้งไม่ได้เกิดที่ตัวเรา หรือ บริษัทขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ มีประกันครอบคลุม 100% ไว้ สบายใจกว่า

ประกันควรจะครอบคลุม 100% ของมูลค่าของสินค้า หรือ มูลค่าของ Invoice  เพราะความเสียหายบางครั้งเกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ อย่างเช่นอุบัติเหตุ  การมีประกันครอบคลุม 100% ไว้ จึงสบายใจกว่า และลดความยุ่งยากในการประสานงานหลังเกิดอุบัติเหตุด้วย

5. Track & Trace

การขนส่งสมัยนี้ Track & Trace ถือเป็นระบบพื้นฐานที่ควรมี และ จะดีมากหากผู้ให้บริการสามารถ Customize ตามความต้องการของคุณได้ว่าต้องการเห็นสถานะอะไรระหว่างการทำงานบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่สถานะการขนส่ง แต่อาจจะรวมไปถึงขั้นตอนการทำงานภายในคลัง  ทำให้เกิด Visibility ตั้งแต่สินค้าที่ถูกรับจากต้นทางจนถึงถูกจัดส่งถึงลูกค้าสินค้าปลายทาง

6. Product Return

แน่นอนว่าเมื่อลูกค้า หรือ ดีลเลอร์ของคุณได้รับสินค้าแล้ว จะมีการตรวจสอบสินค้า ก่อนที่จะรับเข้าระบบของร้าน ซึ่งสินค้าอาจจะมี Defect บางอย่างที่ทำให้ลูกค้าต้องการคืนสินค้าได้ ขั้นตอนของการทำ Product Return ต้องไม่ยุ่งยาก

SCG Logistics พร้อมเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้า ผ่านบริการคลังสินค้าและบริการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ายานยนต์ เช่น อะไหล่ เรามีความเชี่ยวชาญ และ เข้าใจลูกค้าเป็นอย่างดี ไม่ว่าคุณจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ หรือ SME เรายินดีให้บริการ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คลิกที่นี่ หรือโทร 025866777

อ้างอิงรูปภาพ และ บทความจาก : SCG Logistics, krungsri.com, thansettakij.com, mreport.co.th

Share this post