“Green” เท่ากับ “Lean” และความยั่งยืนของธุรกิจ

ปัจจุบัน ผู้คนหันมาให้ความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมลพิษ พลังงาน หรือ ภาวะโลกร้อน ผู้บริโภคเริ่มมีคำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ว่าสินค้าที่ซื้อไป หรือ ใช้อยู่นั้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ทำให้หลาย ๆ บริษัทต้องหันมาผลิตสินค้า หรือ ปรับปรุงกระบวนการทำงานของตนเอง ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยบริษัทต้องมองลึกลงไปถึงกระบวนการทาง supply chain เพื่อพัฒนาให้เกิดเป็น Green supply chain อย่างจริงจัง นอกจากนี้ประโยชน์ที่ได้รับไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ขององค์กรที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยลด “ของเสีย (waste)” จากกระบวนการทำงานต่างๆได้อีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำ “Cost Saving” ที่สำคัญสำหรับธุรกิจหรืออาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าเป็นเป็นการทำ “Lean Supply Chain” นั่นเอง

Lean Supply Chain ไม่ได้เฉพาะเจาะจงสำหรับธุรกิจที่ผลิตสินค้าเท่านั้น แต่ธุรกิจบริการก็สามารถนำเอาหลักการ lean supply chain ไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการทำงานในการส่งมอบบริการให้กับลูกค้า โดยหลักๆ แล้วประกอบไปด้วย 4 กระบวนการ คือ

1. Procurment

หลายบริษัทมีกระบวนการจัดซื้อที่ซับซ้อน เพราะพวกเขาเชื่อว่าความต้องการซื้อของเขามีความซับซ้อน แต่ก็ไม่ใช่เสมอไป เช่น บริษัทใหญ่ ๆ มักจะมีหน่วยงานจัดซื้อแยกตามภูมิภาค ซึ่งบ่อยครั้งที่หน่วยงานจัดซื้อที่สำนักงานใหญ่ เกิดการทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานจัดซื้อท้องถิ่น/ภูมิภาค ซึ่งถือเป็น waste ที่เกิดขึ้นจากการมีหน่วยงานจัดซื้อหลายหน่วยงาน บริษัทที่นำหลักปฏิบัติของ lean supply chain ไปใช้จะลดจำนวนหน่วยงานจัดซื้อลง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อลูกค้าในการติดต่อสื่อสาร รวมถึงการเสนอราคาด้วย

2. Manufacturing

ฝ่ายผลิตมีหน้าที่สำคัญที่จะต้องใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิตให้คุ้มค่า โดยที่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพจะสามารถลดปริมาณของเสียได้อย่างดี ในขณะที่ยังสามารถรักษาคุณภาพของสินค้าตามมาตรฐานที่กำหนดได้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการผลิต เพราะเมื่อไม่เกิดของเสีย(zero waste) ต้นทุนในการผลิตจะลดลง รวมถึงยังทำให้อัตราการคืนสินค้าของลูกค้าน้อยลง ซึ่งหมายความว่าการสิ้นเปลืองทรัพยากรในการผลิตก็จะน้อยลงตามไปด้วยเช่นกัน 

3. Warehousing

กระบวนการด้านคลังสินค้าเอง ก็มีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบเพื่อหาว่า จุดไหนที่สามารถพัฒนาให้เกิดการประหยัดต้นทุนได้ และกระบวนการใดที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า ซึ่งหลัก ๆ คือ การพัฒนากระบวนการทำงานต่าง ๆ เพื่อบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพขึ้น เช่น มีสินค้าคงคลังน้อยลง ไม่มีสินค้าที่หมดอายุ มีการจัดการแบบ FIFO เป็นต้น เพราะสินค้าคงคลังถือเป็นต้นทุนตัวหนึ่งที่จะต้องมีการดูแลรักษา ยิ่งมีสินค้าคงคลังมาก ก็จะมีต้นทุนในการเก็บรักษามากเช่นกัน รวมไปถึงการคำนึงถึงชุมชมรอบข้าง และพยายามนำเอาหลัก Reduce Reuse และ Recycle มาใช้

Reduce : การลดใช้พลังงานในส่วนที่ไม่จำเป็น การนำวัสดุบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพมาใช้ เพราะจะทำให้น้ำหนักของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการจัดส่งเหมาะสม และน้ำหนักที่ลดลงนอกจากจะทำให้ราคาค่าขนส่งลดลงแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานจากการจัดส่งสินค้าได้อีกด้วย และ อีกวิธีคือการนำเอาระบบ Paperless มาใช้เพื่อลดการใช้กระดาษลง และช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น ถือเป็นการพัฒนากระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

Reuse : หลักการง่าย ๆ คือพยายามนำสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ภายในคลังสินค้ากลับมาใช้ใหม่ ซึ่งหลัก ๆ ของคลังสินค้าก็มักจะเป็น Pallet ที่ทำจากไม้ หรือไม่ก็พลาสติก หรือบางบริษัทมีการปรับใช้บรรจุภัณฑ์แบบ returnable packaging แต่เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวยังมีราคาแพงและไม่สามารถควบคุมได้ว่า จะได้รับบรรจุภัณฑ์นั้นคืนมาหลังจากขายสินค้าไปแล้ว ทำให้ไม่เป็นที่นิยมใช้มากเท่าที่ควร ฉะนั้นธุรกิจควรที่จะพัฒนากระบวนการทำงานต่าง ๆ ให้สามารถควบคุมได้และง่ายต่อการคืนของลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวกลับมาใช้ซ้ำได้อีกหลายต่อหลายครั้ง

Recycle : การ recycle วัตถุดิบต่าง ๆ ภายในคลังสินค้าสามารถช่วยลด waste ได้ และมีหลายกรณีที่บริษัทควรจะดำเนินการ เช่น การทิ้งแบตเตอร์รี่ น้ำมัน และสารเคมีอย่างถูกวิธี เป็นต้น

ทั้งนี้ พนักงานเองควรมีส่วนที่จะทำให้หลัก 3Rs ประสบความสำเร็จ โดยจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เข้ากับวิธีการใหม่ ๆ เพื่อที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และชุมชม ในทางกลับกัน ก็ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทอีกด้วย

4.Transportation

ธุรกิจที่ต้องการจะนำเอาหลัก lean supply chain มาใช้ จะต้องวิเคราะห์ถึงขั้นตอนการขนส่งสินค้าของตนเอง เพื่อหาวิธีการที่จะทำให้การขนส่งของตนเองมีความคล่องตัว มีหลายครั้งที่บริษัทพยายามที่จะพัฒนาความพึงพอใจของผู้บริโภค แต่ผลลัพธ์คือ “การตัดสินใจที่ไม่มีประสิทธิภาพ” สินค้าถูกส่งไปให้ลูกค้าโดยที่ไม่ได้มีการรวมสินค้าของลูกค้าคงอื่น ๆ ทำให้เกิดเป็นการสิ้นเปลืองต้นทุน หลักการที่สำคัญในการขนส่งคือ ต้องใช้รถอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งการจะทำได้อย่างนั้น จะต้องอาศัยการวางแผนเกี่ยวกับสินค้าให้เหมาะสมกับประเภทของรถ เพื่อรวมสินค้า(Consolidate) การศึกษาเส้นทางการเดินรถเพื่อให้การส่งขนรวดเร็ว และประหยัดพลังงาน การทำ Backhaul matching เพื่อไม่ให้เกิดการเดินรถที่สูญเปล่า รวมไปถึงการตรวจเช็คสภาพรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้การขนส่งมีปัญหา ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองมากกว่าเดิม

โดยรวมๆแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่า Green supply chain ก็มีความคล้ายคลึงกับ Lean Supply chain มาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการลดของเสียเพื่อประหยัดต้นทุน พัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และประหยัดทรัพยากรต่าง ๆ จนท้ายที่สุดส่งผลให้ธุรกิจมีผลกำไรที่มากขึ้น มีภาพลักษณ์ที่ดี และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

*** ท่านสามารถ “Comment”(ต้องLog-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก thebalance.com, slideshare.net/poojagoyal19

Share this post