Programmatic Commerce การค้าปลีกยุคใหม่ในโลกอินเทอร์เน็ต

Young business woman holding mobile phone and credit card. Woman pays for a purchase with credit card and looking in camera. Purchase and shopping online. Business infographic

ธุรกิจค้าปลีก (Retail) อย่างทุกวันนี้ที่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินการ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ“e-commerce” หรือ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” ; การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งจะเน้นที่การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนตเท่านั้น; ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมี “Internet of Thing” เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโต ผู้ประกอบการที่เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานต่างต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับโอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน แต่ในอนาคต e-commerce จะถูกพัฒนาเป็น “Programming Commerce”  เพื่อตอบโจทย์ “Convenience” ของผู้บริโภคในยุคที่เวลาเป็นเงินเป็นทองแบบทุกวันนี้

“Programming Commerce” เป็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ซึ่งความต้องการสิ่งของ/บริการของผู้บริโภคถูกดำเนินการซื้อ/ให้บริการซ้ำๆเป็นประจำ หรือจะกล่าวได้ว่า ผู้บริโภคอนุญาตให้  “เทคโนโลยี” เป็นตัวตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการแทนตนเองโดยการกำหนดพารามิเตอร์ของความต้องการ/ความชอบของผู้บริโภคไว้ก่อนแล้วในเครืองมือ/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ลองนึกภาพ  เมื่อตื่นนอนตอนเช้าเครื่องทำกาแฟในบ้าน สามารถเตือนเราได้ว่า กาแฟที่ชอบกำลังจะหมด และกำลังดำเนินการสั่งซื้อกาแฟใหม่จากร้านประจำให้ เช่นเดียวกับอาหารสดในตู้เย็นที่กำลังจะเน่าเสีย/หมดอายุ ก็สามารถถูกสั่งซื้อได้ และเมื่อออกจากบ้านไปที่ทำงาน หลังเลิกงานเมื่อเราตรวจสอบรายการทั้งหมด สินค้าจะถูกจัดส่งให้ถึงท้ายรถเลยที่เดียว เป็นต้น  นั่นหมายความว่า  ในอนาคตข้างหน้าผู้คนจะปล่อยให้การตัดสินใจในการซื้อสินค้า/บริการเป็นหน้าที่ของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆแทนนั่นเอง

จากการวิเคราะห์ของ Gartner พบว่า  The Internet of Thing เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเติบโตอย่างมากในปี 2020 ที่ซึ่ง“Intelligent Data” ของผู้บริโภคถูกกำหนดเป็น algorithm และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ Programmatic Commerce ถือกำเนิดขึ้น การซื้อซ้ำถือเป็นโอกาสที่สำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคต่างต้องการความง่าย/สะดวกในการซื้อ เช่นเดียวกับราคาสินค้าต้องถูกด้วย และนั่นคือเหตุผลที่ธุรกิจของ Uber ประสบความสำเร็จนั่นเอง

การตลาดที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแบบ “insight” (Data-driven marketing) ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในร้านค้าทั้งแบบ online และ offline เพื่อ customize สินค้าให้กับลูกค้าแต่ละบุคคล จึงไม่น่าแปลกใจที่การซื้อซ้ำสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligent) และ ผู้ช่วยอิเล็กทรอนิกส์ (Personal Assistant) ที่ได้กลายมาเป็นกุญแจสำคัญในการเข้ามาแทนที่กระบวนการตัดสินใจของเรา; แต่ผู้บริโภคต้องยินดีที่จะให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ช่วยอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว; ซึ่งตัวเลือกในการซื้อในแต่ละครั้งจะถูกกลั่นกรองออกไปจนเหลือแต่สิ่งที่ต้องการจริงๆ เช่น เมื่อทำการซื้อสินค้าออนไลน์ เราสามารถเลือกว่าจะซื้อจากร้านค้าใด ในขณะที่ร้านค้านั้นจะนำเสนอสินค้าที่เราเคยเรียกดูซ้ำๆขึ้นมาแสดงอย่างต่อเนื่องพร้อมนำเสนอส่วนลดราคาที่แตกต่างกัน เป็นต้น ซึ่งในระยะยาว สิ่งนี่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการค้นหาข้อมูลสินค้าออนไลน์ในอนาคต เพราะจะลดพลังการชี้นำผลการค้นหาของ SEO และ PPC ใน search engine ลงได้   ดังนั้น การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวจะทำให้ร้านค้ามีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ช่วยอิเล็กทรอนิกส์จะค้นหาข้อมูลจากหลายๆแหล่งข้อมูล และการค้นหาจะถูกเปลี่ยนจากการร้องขอข้อมูล (Request) เป็นการแนะนำแทน (Recommendation)

ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะมีผลกระทบอย่างมากต่อนักการลาด ด้วย IoT และ ข้อมูลส่วนบุคคลจะสามารถคาดการณ์ความต้องการในอนาคตได้ การทำการตลาดไม่ได้มีบทบาทในการทำให้เกิดการตัดสินใจอีกต่อไป ผู้บริโภคจะถูก “Locked-in” ด้วยแบรนด์สินค้ายี่ห้อเดียว ในขณะที่การทำโฆษณาจะเน้นไปในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น ซึ่งในอนาคตจะถูกชักนำให้คำนึงถึงอรรถประโยชน์ของสินค้ามากกว่าราคา ในอนาคตจึงต้องดูกันต่อไปว่าการบูรณการระหว่าง IoT และ Artificial Intelligent จะมีลูกเล่นอะไรที่มากระทบกับธุรกิจอื่นๆอีกบ้าง แต่ในส่วนของผลกระทบกับธุรกิจโลจิสติกส์ สามารถติดตามอ่านได้ในบทความเรื่อง “Supply Chain and Logistics Trends 2016”  ซึงผู้ประกอบการจะต้องพิจารณา เพราะหากมองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาศทางธุรกิจได้ การเติบโตอย่างยั่งยืนจะดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, salmon.com, pixabay.com (account : Alexas_Fotos)
Share this post