Droneport สถาปัตยกรรม เพื่อการขนส่งสำหรับอนาคต

drone delivery parcels around the world

“แอฟริกา”  เป็นทวีปใหญ่และเก่าแก่แต่เป็นทวีปที่มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่สูง ทางตอนเหนือและตอนใต้มีภูมิอากาศแห้งแล้งเป็นทะเลทราย ส่วนภาคกลางเป็นเขตป่าดิบ สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศดังกล่าว เป็นอุปสรรคต่อการตั้งถิ่นฐาน  ประชากรส่วนใหญ่จึงเป็น “ชนพื้นเมือง”  ที่มีการพัฒนาทางวิชาการ เศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีสมัยใหม่น้อยและเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้ทวีปแอฟริกามีความล้าหลังกว่าทวีปอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วทวีปแอฟริกากลับอุดมด้วยทรัพยากร น้ำมัน เพชร ทองคำ และสัตว์ป่า ทั้งยังเป็นแหล่งของพืชผลเมืองร้อน ชาวยุโรปจึงได้เริ่มหันมาให้ความสนใจต่อทวีปนี้มากขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะทวีปแอฟริกาเป็นดินแดนที่อยู่กึ่งกลางของเส้นทางติดต่อระหว่าง ทวีปเอเชียกับยุโรป และทวีปยุโรปกับออสเตรเลีย ทั้งยังเป็นทวีปที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีจำนวนประชากรมากกว่าทวีปยุโรป แอฟริกาจึงเป็นตลาดการค้าที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง

แต่ทว่า ทุกปีประชากรกว่า 450,000 คนในแอฟริกาเสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรีย กว่า 100,000 คนเสียชีวิตจากโรคโลหิตจาง ซึ่งทั้งสองสาเหตุ คนไข้เสียชีวิตจากการขาดแคลนการเปลี่ยนถ่ายเลือด  อันเนื่องมาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นที่สูงจึงเป็นอุปสรรคทางด้านโลจิสติกส์ที่จะลำเลียงเวชภัณฑ์และทรัพยากรต่างๆ หรือแม้แต่จะสำรวจพื้นที่ประเทศ หรือนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ก็เป็นไปได้ยาก โครงการ “Droneport” ในแอฟริกาของ Foster + Partners ร่วมกับ Redline partners ที่นำโดย Afretech และ EPFL  จึงเกิดขึ้น เพื่อช่วยชีวิตอันมีค่าทุกชีวิตในแอฟริกา

“Droneport” เปรียบเหมือนสถานีแห่งอนาคตทางด้านโลจิสติกส์ ที่สนับสนุนการลำเลียง/ขนส่ง สิ่งของ/เวชภัณฑ์/อาหาร ในถิ่นทุรกันดารที่ไม่มีถนน สะพาน อุโมงค์ใดๆ และมีอุปสรรคมากมาย เช่น ภูเขา ทะเลสาป/แม่น้ำอันแสนคดเคี้ยว ซึ่งหากต้องสร้างถนนหนทางจะต้องลงทุนมหาศาล สถานีแห่งนี้จึงมี “Drone” หรือ “อากาศยานไร้คนขับ” หรืออีกชื่อนึงว่า UAV (Unmanned Aerial Vehicle) เป็นยานพาหนะหลักในการดำเนินการต่างๆ  Drone แต่ละตัวจะมีภารกิจในการลำเลียงแตกต่างกัน เช่น บางตัวสามารถลำเลียงเลือดได้ไกลถึง 100 กิโลเมตรด้วยต้นทุนค่าขนส่งที่ต่ำ เป็นต้น เส้นทางสำหรับสถานีแห่งอนาคตนี้จะมี 2 เส้นทาง คือ สายสีแดง เป็นเส้นทางสำหรับ drone ขนาดเล็ก เพื่อลำเลียงยา/เวชภัณฑ์ฉุกเฉิน ในขณะที่สายสีน้ำเงิน ใช้สำหรับลำเลียงสิ่งของขนาดใหญ่ เช่น อะไหล่ เครื่องมืออิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ตามโครงการ สถานีนี้จะมีร้านค้าต่างๆรายล้อม (เสมือนปั้มน้ำมัน) ไม่ว่าจะเป็นสถานีอนามัย ร้านสิ่งประดิษฐ์ดิจิตอล ตลอดจนไปรษณีย์และร้าน e-commerce และยังเป็นที่ผลิต drone พาหนะสำคัญในการลำเลียงด้วย  อรรถประโยชน์ของ Droneport  อีกด้านหนึ่งที่สำคัญคือ การส่งเสริม/พัฒนาชุมชนท้องถิ่น โดยการสอนทักษะต่างๆจนเกิดการจ้างงาน และสามารถรักษาพยาบาลประชากรในพื้นที่ต่างๆได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่งช่วยรักษาชีวิตประชากรและเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชุมชนท้องถิ่นด้วย

Droneport ที่ถือเป็นสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ผสมผสานระหว่างสงครามกับการรักษาพยาบาลจะถูกสร้างแห่งแรกในปี 2559 ที่ประเทศรวันดา (Rawanda) ประเทศที่มีความท้าทายทางด้านภูมิศาสตร์และสังคมศาสตร์อย่างมาก โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563 ซึ่งจะสามารถทำการลำเลียงทรัพยากรต่างๆครอบคลุม 40% ของพื้นที่ของประเทศ โดยตามแผนของโครงการจะมี Droneport ทั้งหมดในรวันดาถึง 40 สถานี ส่วน drone จะเป็นเครื่องขนาดปีกยาว 3 เมตร บรรทุกได้ครั้งละไม่เกิน 10 กิโลกรัม และจะมีรุ่นปีกยาว 6 เมตร บรรทุกของได้ถึง 100 กิโลกรัม ที่จะถูกพัฒนาต่อในอนาคตอีกด้วย 

โครงการนี้เป็นที่จับตามองและสร้างความตื่นเต้นให้กับนักโลจิสติกส์ (Logistician) และนักอนาคตศาสตร์ (Futurologists) ของหลายประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งหากสำเร็จด้วยดี เราคงได้เห็นนวัตกรรมต่อยอดที่จะส่งผลกระทบอย่างมากกับอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภค (Consumer Industry) เช่นเดียวกับ Amazon ที่ใช้ droneในการส่งสินค้าให้ลูกค้าในวันเดียวและจะเป็นก้าวสำคัญของการปฏิวัติห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมต่างๆอย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพ forbes.com, fosterandpartners.com

Share this post