Amazon.com : ผู้ค้าปลีกออนไลน์ หรือ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ กันแน่?

     คงไม่มีนักช๊อปปิ้งคนไหน ไม่เคยได้ยิน “แอมะซอน.คอม (Amazon.com)”  ซึ่งเป็นเว็บไซต์ในลักษณะพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) หรือกล่าวได้ว่า เป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ให้บริการ“Cloud Computing” ด้วย (Cloud Computing คือบริการที่ครอบคลุมถึงการให้ใช้กำลังประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆจากผู้ให้บริการ เพื่อลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลา และลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเอง) โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซีแอตเทิล ในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา และเริ่มเปิดให้บริการออนไลน์ในปี พ.ศ. 2538 เริ่มต้นจากการขายหนังสือออนไลน์ และขยายกิจการทั้งในด้านดีวีดี ซีดีเพลง ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ วิดีโอเกม เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ อาหาร ฯลฯ เว็บไซต์แอมะซอนเองยังมีเว็บไซต์ย่อยแยกออกมาสำหรับขายของในประเทศอื่น ได้แก่ แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส จีน และ ญี่ปุ่น ซึ่งประเทศนอกเหนือจากนี้ยังสามารถซื้อของผ่านแอมะซอนและมีการส่งสินค้าข้ามประเทศได้ด้วยบุคลากรมืออาชีพจำนวนมากที่สามารถจัดส่งสินค้าในหลายรูปแบบและหลายขนาด/SKU ด้วยเหตุนี้ เราอาจะกล่าวได้ว่า แอมะซอน.คอม เป็น “ผู้ให้บริการทางด้านโลจิสติกส์” ที่ใหญ่ที่สุดมากด้วยเช่นกัน แม้ว่าแอมะซอน.คอม ดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงร้านค้าปลีกออนไลน์และผู้ให้บริการ Cloud Computing ทั่วไป แต่ทว่าในปี 2015 แอมะซอน.คอมกลับก้าวนำหน้า Walmart ยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลานาน ซึ่งนั่นหมายความว่า พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยยินดีที่จะซื้อสินค้าประเภทเดียวกับที่ซื้อที่ Walmart มาซื้อผ่านทางออนไลน์มากกว่าและเพิ่มมากขึ้นด้วย หรือมันหมายความว่า แอมะซอนมีแนวคิดทางธุรกิจที่เป็นเลิศมากกว่า

     แล้วอะไรที่ทำให้แอมะซอน.คอม แตกต่างจากคู่แข่งได้ถึงเพียงนี้? ขึ้นกับว่าต้องการจะวิเคราะห์ธุรกิจประเภทใดของแอมะซอน.คอมที่มีมากมายไม่ว่าจะเป็น การค้าปลีก/ค้าส่ง สินค้าคลัง การจัดเก็บ/กระจายสินค้า/ขนส่งสินค้า ซึ่งยังไม่รวมถึงธุรกิจทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและ cloud computing แต่ทุกสิ่งที่กล่าวมานั้นแอมะซอน.คอมสามารถดำเนินการได้พร้อมๆกัน และไม่ใช่แค่นั้นหากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ภายใต้ “การบูรณาการแนวคิดต่างๆเข้าด้วยกัน” ในมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์จุลภาค การบูรณาการในแนวตั้ง (Vertical Integration) คือ การบริหารจัดการทุกอย่างในห่วงโซ่อุปทานด้วยตัวเองและการดำเนินการทั้งหมดใช้การ synchronize ธุรกรรมผ่านระบบ Cloud Computing ใช่หรือไม่? คำตอบคือ ใช่ เพราะ Cloud Computing ทำให้แอมะซอน.คอม สามารถบริหารจัดการกิจกรรม/ภารกิจต่างๆมากมายได้ในเวลาเดียวกันด้วยข้อมูลเดียวกันผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ท

สิ่งสำคัญที่ทำให้การบริหารจัดการกระบวนการต่างๆของแอมะซอน.คอมมีประสิทธิภาพ ก็คือ 

  1. การใช้ระบบ Cloud Computing 
  2. บุคลากรที่ได้รับการอบรมอย่างมืออาชีพ 
  3. บูรณาการกิจกรรมทางด้านสินค้าคงคลัง คลังสินค้า และการกระจายสินค้าเข้าด้วยกันภายใต้การดูแลของ “Fulfillment Center” ซึ่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับสถานีขนส่งและสนามบิน 
  4. การ “synchronize” เทคโนโลยีที่ทันสมัยในทุกกิจกรรม
  5. การเป็นผู้ให้บริการอย่างครบวงจรในทุกกิจกรรมและรองรับธุรกิจทุกขนาด (One-stop service provider) ซึ่งรวมถึงการขายและการบริการหลังการขายด้วย
  6. การเป็นผู้นำในการพัฒนาให้คนสามารถทำงานร่วมกับระบบหุ่นยนต์ได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

     Cloud Computing ที่ทำหน้าที่เป็นตัวประสานการทำงานของทุกอย่างเข้าด้วยกันได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ แอมะซอน.คอมใช้เวลาในการให้บริการกับลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างน่าอัศจรรย์ และไม่ใช้เพียงเท่านั้น แอมะซอนให้บริการจัดเก็บและกระจายสินค้าให้กับผู้ผลิตสินค้า ซึ่งสามารถคัดเลือกผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อขายในแอมะซอน.คอมได้ นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้นได้เปิดหน้าร้านเพื่อขายสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกได้ทันทีและด้วยประวัติการให้เรทติ้งของลูกค้าในผลิตภัณฑ์ต่างๆยิ่งทำให้การค้าขายออนไลน์ประสบความสำเร็จมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ หากแอมะซอนไม่ได้เป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเอง แอมะซอนก็ยังคงให้บริการตั้งแต่ขายสินค้าไปจนบริการหลังการขายโดยให้ผู้ผลิตและลูกค้าได้จัดการธุรกรรมต่างๆด้วยกันผ่านทางเว็บไซต์และยังมีการสะสมคะแนนเพื่อแลกเป็นการจัดส่งฟรีในการซื้อขายอนาคตอีกด้วย

     หรืออาจจะกล่าวได้ว่า หากแอมะซอนจะไม่ดำเนินธุรกิจค้าปลีกเลยก็ตาม ก็จะยังได้ประโยชน์จากการมี “Platform” การดำเนินธุรกิจที่ดี คือ ให้ผู้ผลิตมุ่งเน้นที่การผลิตสินค้า ลูกค้ามุ่งเน้นในการช้อปปิ้ง ในขณะที่แอมะซอนจะดูแลกิจกรรมที่เหลือทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเอง นั่นก็คือ การตลาดอิเล็คทรอนิกส์ การขาย การบริหารจัดการคลังสินค้า/สินค้าคงคลัง และการกระจายสินค้า เสมือนการทำให้ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการไม่ว่าขนาดธุรกิจเล็กหรือใหญ่ ผลักภาระและความเสี่ยงต่างๆให้แอมะซอนเป็นผู้จัดการ เช่น ความเสี่ยงในเรื่องต้นทุนทางด้านการปฏิบัติงานและทางด้านการตลาด เป็นต้น ซึ่งผู้ผลิต/ผู้ประกอบการจะมีต้นทุนเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาสจากการที่ลูกค้าไม่เข้ามาหาสินค้าในแอมะซอน.คอมนั่นเอง และอาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่แอมะซอนมีเป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดสำหรับ ทุกคนในการดำเนินธุรกิจจริงๆ

แอมะซอนถือเป็นต้นแบบของโลจิสติกส์ในอนาคตได้ โดยการจัดการกิจกรรมต่างๆด้วยระบบหุ่นยนต์ (Robotic System)ที่สามารถปฏิบัติงานซ้ำๆได้ในปริมาณมาก  แต่การใช้ระบบหุ่นยนต์จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่ที่ค่าแรงงานไม่ได้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เพราะถึงแม้ว่าระบบหุ่นยนต์จะมีความสำคัญในการดำเนินธุรกิจแต่มันไม่เคยถูกออกแบบให้ประยุกต์ใช้ควบคู่/ประสานการทำงานร่วมกับคนได้เลย จนกระทั่งในปี 2012 ที่มีการนำระบบที่เรียกว่า “Kiva System” เข้ามาใช้ในระบบห่วงโซ่อุปทาน ด้วยการประมวลผลจากระบบปฏิบัติการที่ก้าวล้ำ  ชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน ระบบเซนเซอร์ต่างๆ ทำให้ระบบหุ่นยนต์มีราคาถูกลง ใช้งานง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้นและสามารถประสานการทำงานกับคนได้ และปัจจุบันแอมะซอนได้พัฒนาระบบ “Human-robotic collaborative application” มาใช้งานแล้ว แต่ถึงแม้ว่าระบบหุ่นยนต์จะใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเพียงใด แต่ “มนุษย์” ยังคงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่ทำให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากที่สุดอยู่ดี

     แอมะซอนทำให้เห็นภาพแห่งอนาคต เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจมากเพียงใด มนุษย์ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพให้ทันต่อเทคโนโลยีเหล่านั้น และนี่เองที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดแรงงานในอนาคต เมื่อระบบหุ่นยนต์สามารถทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคที่ 3 ได้ก้าวเข้ามาใกล้เราทุกทีโดยไม่มีสัญญาณบอกล่วงหน้าอีกด้วย แล้วเราพร้อมที่จะปรับตัวเข้าหาการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้แล้วหรือยัง ?

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงจาก technologyreview.com/news,forbes.com, wikipedia.org

รูปภาพจาก businessweek.com, wired.com

Share this post