5 เทคโนโลยีเทรนด์แห่งการปฏิวัติห่วงโซอุปทาน

ปัจจุบันกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะกิจกรรมทางด้านโลจิสติกส์เริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะ “ความเร็วในการจัดส่งสินค้า (Speed of Delivery)” ; ซึ่งทุกวันนี้ การส่งสินค้าภายในวันรุ่งขึ้นหรือภายในวันเดียวกัน (Same-day delivery)” ได้กลายเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ใช้สร้างความแตกต่างในบริการที่ให้กับลูกค้า ในขณะเดียวกัน ธุรกิจต่างหันกลับมาทบทวนกลยุทธ์การดำเนินงานของตนเพื่อให้มีความคล่องตัว (Agile) เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนและเติบโตได้ทันความต้องการของผู้บริโภค ปัจจัยเหล่านี้ได้เปลี่ยนการบริหารกำลังรถตามพื้นที่ให้บริการ (Location-based delivery) มาเป็น “Marketplace” และ “โมเดลธุรกิจแบบ Non-asset-based” มากขึ้น 

การใช้งานหุ่นยนต์ในคลังสินค้า/Fulfillment Center (ดังเช่น Fulfillment Center ของ Amazon) และการใช้งาน drone ในการส่งสินค้าเป็นสัญญาณที่บอกถึงยุคของการเปลี่ยนแปลงใน Supply Chain ของธุรกิจ ในขณะที่ “ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)” เริ่มเป็นจริงและถูกนำมาทดลองใช้ในกิจกรรมบางอย่าง ยิ่งตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในอนาคตกิจกรรมต่างๆในห่วงโซ่อุปทานจะถูกดำเนินการแบบอัตโนมัติมากขึ้น (Autonomous/Self-orchestrated) เช่น กำลังรถขนส่งจะถูกคำนวณและวางแผนด้วยตรรกะบางอย่างให้มีอัตราการใช้งานที่ดีขึ้น (utilization rate) Internet of Thing จะทำให้แพลตฟอร์มของระบบ e-brokerage สามารถเชื่อมต่อร้านค้าปลีกกับผู้ให้บริการขนส่งได้อย่างง่ายดาย เป็นต้น นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้ห่วงโซ่อุปทานจะมีลักษณะที่ “lean” มากขึ้น แต่ละกิจกรรมใช้เวลาน้อยลงและที่สำคัญกิจกรรมส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งถูกพัฒนาโดยผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ

บทความนี้จึงขอกล่าวถึง “อนาคตของโลจิสจติกส์” ใน 5 มุมมองซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนวิถีของโลจิสติกส์ในปี 2030 นี้

1. รถขนส่งแบบอัตโนมัติ/ไร้คนขับจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ก่อนที่ drone จะกลายเป็น “พาหนะ” แห่งอนาคตที่ใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังลูกค้าปลายทาง (Last-mile delivery) ของยักษ์ใหญ่แห่งการค้าปลีกอย่าง Amazon จะถูกนำเสนอออกสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพนั้น  ได้มีความพยายามที่จะลดเวลาในการดำเนินงานที่สูญเปล่าของมนุษย์ในแต่ละกิจกรรมของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในคลังสินค้า จึงเกิดการพัฒนา “Vision-guided fully autonomous mobile robots” ซึ่งก็คือ “Forklift อัจฉริยะ” ที่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆในคลังสินค้า (pick/on-board for delivery) เพื่อจัดการคำสั่งซื้อของลูกค้าแทนมนุษย์ได้ดีกว่าถึง 4เท่าเลยทีเดียว  รถบรรทุกอัตโนมัติ/ไร้คนขับจึงน่าจะเป็นจริงได้ภายในปี 2030 และคาดการณ์ว่าประมาณ 5% จะเป็นรถบรรทุกแบบกึ่งอัตโนมัติ  ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์อันแสนหรูหราสัญชาติอังกฤษอย่าง โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ประกาศวางแผนผลิตเรือขนสินค้าอัตโนมัติแบบไร้ลูกเรือ (หรือเรียกว่า “Ghost ship”) ซึ่งกัปตันเรือจะควบคุมการเดินเรืออยู่ที่ห้อง Control บนฝั่งแทน แนวคิดนี้ได้ผสมผสานหลายเทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบเซนเซอร์และระบบกล้องโทรทัศน์ที่จะทำให้กัปตันเรือสามารถทราบว่ามีสิ่งกีดขวางเส้นทางเดินเรือหรือไม่และสามารถเปลี่ยนทิศทางเรือได้อย่างปลอดภัย และการที่ไม่มีลูกเรือนั่นหมายถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของคน เช่น ห้องครัว ห้องพัก ฯลฯ จะไม่มีอีกต่อไปซึ่งทำให้มีพื้นที่สำหรับขนสินค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย

2.ข้อมูลจะเข้ามาแทนที่น้ำมันเชื้อเพลิงและกลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลในอนาคต

Amazon หนึ่งตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ตนมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ Amazon ต้องการที่จะส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าก่อนที่ลูกค้าจะรู้ตัวว่าอยากได้สินค้า  โมเดลธุรกิจปัจจุบันของ Amazon เริ่มต้นจาก Amazon รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าและส่งสินค้าให้ลูกค้าผ่านผู้ให้บริการขนส่งอย่าง UPS ซึ่ง Amazon พยายามที่จะแข่งขันกับร้านค้าที่มีหน้าร้านโดยมุ่งเน้นที่จะตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าออนไลน์เป็นสำคัญ จึงนำเอา Drone และ หุ่นยนต์มาใช้ในการลดเวลาในการทำงานในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้จัดส่งสินค้าได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และทันตามที่ลูกค้าต้องการ

“การจัดส่งสินค้าล่วงหน้า” ของ Amazon ถือเป็นกลยุทธ์ที่แสนชาญฉลาด Amazon ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสนใจ จัดหาสินค้านั้นไว้และกระจายไปยัง Fulfillment Center ที่อยู่ใกล้กับกลุ่มผู้บริโภคเหล่านั้นให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าได้ทันที่ที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งมักจะใช้ได้ดีกับการเปิดตัวสินค้าใหม่ เช่น Iphone7 เมื่อผู้บริโภคทำการค้นหา Iphone7 ผ่านทาง browser Amazon จะรู้ได้ทันทีและสามารถจะส่งสินค้าได้ก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อด้วยซ้ำ นั่นก็คือ Amazon ใช้ “Predictive Model” ควบคู่ไปกับกำลังรถของตนเพื่อลดเวลาของ Fulfillment time  ดังนั้น โลจิสติกส์จะกลายเป็น “Data-centric Industry” ที่ซึ่งข้อมูลมีคุณค่ามากกว่าความสามารถในการขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค

นอกจากนี้ จากการที่น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นปัจจัยที่สำคัญในอุตสาหกรรม ต่อไป “Big Data” จะเข้ามาแทนที่ หรือจริงๆแล้วคือ “Good Data” หรือข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อธุรกิจนั่นเอง

3.การมีสินทรัพย์น้อยลงเป็นสิ่งที่ดี (non-asset based/Less Asset-Centric)

ในอนาคตผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ต่างพยายามที่จะถือสินทรัพย์ไว้ในครอบครองน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นรถขนส่งสินค้าหรือคลังสินค้า แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถให้บริการด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการรวมสินทรัพย์กับข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งนั่นทำให้ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ผันตัวมาเป็น “Project Manager” และให้บริการแบบ “Consulting-driven” ในการวิเคราะห์และนำเสนอ solution ที่เหมาะสมให้กับลูกค้ามากกว่าที่จะเป็นเพียงผู้ขนส่งสินค้าจากทีหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเท่านั้น

4.กำเนิดแพลตฟอร์มใหม่ “Uberization of Trucking” หรือ “E-brokerage”

การเติบโตขึ้นของการค้าปลีกออนไลน์ การเชื่อมต่อของเทคโนโลยีต่างๆจะทำให้เกิด solution ทางด้านโลจิสติกส์ใหม่ๆ และยังส่งผลต่อร้านค้า/ธุรกิจต่างๆที่จะต้องปรับโมเดลทางธุรกิจให้เข้ากับ “Mobile-based application” ในขณะที่ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มีรถบรรทุกที่ต้องการรับงาน จะต้องปรับตัวและดำเนินธุรกิจตามโมเดล “Uberization of Trucking” ซึ่งหมายถึง การที่ Application เข้ามาแทนที่ “คนกลาง” ที่ทำหน้าที่ match ระหว่าง Demand (สินค้าที่ต้องการจัดส่ง) กับ Supply (รถบรรทุกสินค้าที่ต้องการ utilize พื้นที่บนรถ) ซึ่งไม่ต่างจากการเรียก Taxi ของ Uber (นั่นเป็นที่มาของโมเดลทางธุรกิจใหม่นี้เอง) โดยการ post สถานที่ปลายทางและความจุสินค้าของรถบรรทุกขนส่ง (Load Capacity) บนแอพพลิเคชั่น ซึ่งการขนส่งแบบรวมเที่ยว (หลายสินค้าบนรถคันเดียวกันแต่มีปลายทางที่เดียวกัน/ใกล้ๆกัน) สามารถทำได้และแน่นอนผู้ให้บริการขนส่งย่อมมีรายได้/กำไรที่เพิ่มขึ้นจาก %Utilization ของรถบรรทุกที่ดีขึ้น ทำให้ต้นทุนในการดำเนิงานลดลง ซึ่งในอนาคตคาดการณ์ว่าโมเดล uberization จะถูกพัฒนาเป็น in-house software ที่มีการร่วมมือกันกับ Business Partner ของแต่ละธุรกิจด้วย

ตัวอย่าง บริษัท Overhaul Group ประกาศใช้ Web platform ตาม concept Uberization of Trucking เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อผู้ที่ต้องการส่งสินค้ากับผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มีกำลังรถในการขนส่งสินค้าให้มาพบกันและดำเนินธุรกิจร่วมกัน “the next generation online marketplace for the trucking industry,” designed to address the needs of owner-operators and shippers moving higher value, more sensitive cargo. –Barry Conlon, CEO of Overhaul

5.การดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย “Blockchain Technology”

“Blockchain” อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆก็คือเป็นเทคโนโลยีทางด้าน “Distributed database” ที่ทำให้ทุก party ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสามารถเห็นข้อมูล/ธุรกรรมต่างๆได้แบบ “real time” (ซึ่งข้อมูลจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและอยู่ในลักษณะเป็น Block of data) ซึ่งธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาพัฒนาใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์/สินค้าต่างๆในแต่ละกิจกรรมของห่วงโซ่อุปทานได้ เช่น หากเราเป็นผู้ดูแลคลังสินค้ารับผิดชอบในการดูแลการเคลื่อนย้ายสินค้าเข้า/ออกจากคลัง ย่อมมีโอกาสที่ Supplier แต่ละรายจะส่งสินค้ามาที่คลังสินค้าช้า/ไม่ทันตามเวลาที่กำหนด blockchain จะช่วยให้เราสามารถเห็นข้อมูลการจัดส่งสินค้าของแต่ละรายได้แบบ real time ทำให้สามารถติดต่อกับ supplier และแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ทันเวลา เป็นต้น โมเดลของ Blockchain ทำให้เกิดนวัตกรรมของช่องทางการพัฒนาแอพพลิเคชั่นทางด้านโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้เกิดเครือข่ายการเชื่อมโยงกันของ B2B กับ Software application

อนาคตอันสดใสหากเราสามารถบริหารจัดการ Supply Chain ได้เอง (Self-orchestrated Supply Chain)

เทรนด์ทั้ง 5 ที่ได้กล่าวมานั้นจะนำไปสู่ “Intelligence-embeded Supply Chain” ซึ่งทำให้ธุรกิจเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันได้ ในอนาคตการขนส่งสินค้าภายในวันเดียว (Same-day delivery) จะกลายเป็นภายในชั่วโมงเดียว/ไม่กี่ชั่วโมง (Same-hour delivery)  กิจกรรมต่างๆในคลังสินค้าจะลดความสับสนวุ่นวายลง 50% เนื่องจากการนำหุ่นยนต์อัตโนมัติมาใช้มากขึ้น ขนาดของคลังสินค้าจะลดลง 30% จากการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ในขณะที่สถานที่ตั้งของคลังสินค้าจะอยู่ใกล้กับลูกค้ามากที่สุดและถูกบริหารงานแบบส่วนกลาง (Centralize) ธุรกิจจะต้องเลือกที่จะ “ปรับตัว” และใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีเหล่านั้นเพื่อให้สามารถบริหารจัดการ Supply Chain ของตนให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งผลที่ได้ย่อมเป็นของผู้ที่เริ่มคิดและลงมือทำก่อน เหมือนคำกล่าวที่ว่า “The early bird catches the worm”

*** ท่านสามารถ “Comment”(อย่าลืม Log-in ก่อน)  กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, rt.com, edition.cnn.com, dailymail.co.uk, plus.google.com, overdriveoneline.com, truckingnewsonline.com, pexel.com

Share this post