4 ตัวอย่างของการใช้หุ่นยนต์แทนคนในคลังสินค้า

จากผลสำรวจของ US Census Bureau คนทำงานในคลังสินค้าเสียเวลา 7 สัปดาห์ต่อปีหรือเทียบเป็นเงินคือ 4.3 ล้านดอลลาร์ต่อปีไปกับงานที่ไม่จำเป็น การใช้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง

            การพยายามลดของเสียที่เกิดจากการทำงานที่ไม่จำเป็นนั้นเป็นหัวข้อหลักที่ผู้มีหน้าที่ในการบริหารคลังสินค้าให้ความสนใจมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อเทคโนโลยีก้าวไกลขึ้นการมีเครื่องมือที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากเรื่องของประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังรวมไปถึงความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ที่ปัจจุบันเครื่องมือเหล่านี้ถูกพัฒนาให้มีความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังสามารถหาซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม และนี่คือ 4 ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีไปใช้ในคลังสินค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

1. หุ่นยนต์หยิบสินค้า

ในขณะที่บางบริษัทยังคงใช้คนในการหยิบสินค้า ซึ่งก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น ตอนนี้มีหลายบริษัทที่ได้เปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ในการหยิบสินค้าตามออดเดอร์ ซึ่งก็มีผู้ผลิตให้เลือกหลายบริษัทด้วยกัน เช่น IAM Robotics, GreyOrange หรือ Bleum เครื่องเหล่านี้มักจะเป็นรถเข็นที่สามารถเคลื่อนที่ไปได้เองในคลังสินค้าโดยใช้ระบบเซ็นเซอร์และสามารถหยิบสินค้าตามคำสั่งได้อย่างถูกต้องและประหยัดเวลาจากการคำนวณด้วยระบบ AI มนุษย์เป็นเพียงผู้ควบคุมและป้อนคำสั่งซึ่งส่วนใหญ่ระบบจะถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีทักษะคอมพิวเตอร์ขั้นสูง

2. ฟอร์คลิฟท์ที่ขับเคลื่อนเอง

ฟอร์คลิฟท์ขับเคลื่อนเองเหมาะสำหรับคลังสินค้าที่มีการทำงานแบบซ้ำๆ เป็นแพทเทิร์น หรือมีระยะในการเคลื่อนที่ไกล ตัวอย่างของผู้ผลิตฟอร์คลิฟท์แบบขับเคลื่อนเองคือบริษัท Linde ที่มีระบบเลเซอร์นำทาง สแกนได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีกล้อง 3D รวมถึงระบบเตือนเพื่อความปลอดภัย สามารถสแกนสิ่งกีดขวางและเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ฟอร์คลิฟท์แบบนี้ถูกใช้เพื่อขนส่ง Pallet และสินค้าขึ้นรถบรรทุกได้ในระยะทางหลายร้อยเมตร อีกหนึ่งผู้ผลิตคือ ZF Freidrichshafen ที่ผลิตฟอร์คลิฟท์ที่มีกล้องและเรดาร์ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบตัว สามารถวางแผนเส้นทางการเคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดได้ ออกคำสั่งในการทำงานได้ด้วยตัวมันเอง ส่งข้อมูลเข้าระบบ ERPขององค์กรได้ รวมไปถึงสามารถเข้าฐานเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วยตัวเอง

3. หุ่นยนต์จัดการสินค้าคงคลัง

ใครที่มีปัญหากับการนับสต็อก หุ่นยนต์นี้สามารถช่วยคุณนับได้ จากเดิมที่เคยต้องเสียเวลาเป็นวันในการตรวจนับ หุ่นยนต์นี้สามารถสแกน RFID เพื่อตรวจนับสินค้าคงคลังได้ภายในเวลาไม่นาน ตัวอย่างของผู้ผลิตสินค้านี้คือ Fetch ที่ผลิตสิ่งที่เรียกว่า TagSurveyor ที่สามารถสแกนสินค้าจากระยะไกลได้ 25 ฟุต นอกจากจะตรวจนับสินค้าได้อย่างรวดเร็วซึ่งจะช่วยให้การวางแผนสั่งซื้อมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้วยังช่วยลดปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ เช่น การนับสินค้าผิดเนื่องจาก barcode ใกล้เคียงกัน ทางผู้ผลิตกล่าวว่า ถึงแม้ราคาเครื่อง TagSurveyor จะมีราคาสูงถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐแต่ทางผู้ผลิตก็มั่นใจว่าลูกค้าจะสามารถประหยัดเงินได้ในจำนวนที่สูงกว่าจากการลดจำนวนแรงงาน ของเสีย และการมีข้อมูล Insight เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ปัญหาหรือปรับเปลี่ยน layout ของคลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกด้วย

Credit: fetchrobotics.com

4. เครื่องบินที่ขับเคลื่องเอง

กว่า Drone จะสามารถขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ไปตามบ้านหรือ DC อย่างปลอดภัยได้คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก แต่สิ่งที่ทำได้แล้วตอนนี้คือ เครื่องบินขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ทำหน้าที่สแกน RFID สินค้าในคลังแบบ Real time บริษัท PINC ได้ผลิตสินค้าที่เรียกว่า PINC AIR (Aerial inventory robots) ที่ให้ผู้ควบคุมสามารถป้อนคำสั่งให้ตรวจนับสินค้าในคลังได้ ผลของการสแกนจะถูกอัพโหลดโดย Cloud เข้า web application ก็ได้ หรือจะเข้า WMS หรือระบบ inventory อื่นๆได้ ระบบเซ็นเซอร์และระบบประมวลผลของตัวเครื่องสามารถป้องกันการชนและรองรับการบินในคลังสินค้าที่มีลักษณะแตกต่างกันได้

นี่เป็นเพียงแค่ 4 ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน ในอนาคตก็คงจะมีสินค้าอีกมากมายที่จะช่วยเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคลังสินค้าให้เราได้ติดตามกันต่อไป

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก supplychaindive.com, environmentalleader.com, fetchrobotics.com

Share this post