โลจิสติกส์ของชายแดนของไทย (Cross-border Logistics)

    เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิประเทศติดกับเพื่อนบ้านถึง 4 ประเทศ ได้แก่ เมียนมาร์ กัมพูชา ลาว และมาเลเซีย การค้าชายแดนจึงมีความสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ อีกทั้งยังส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศอีกด้วย ผู้ประกอบการจึงควรศึกษาข้อมูลทางด้านโลจิสติกส์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการค้าชายแดนให้สามารถต่อยอดธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างเหมาะสม ดังนี้ 

1.การค้าชายแดนไทย-เมียนมาร์ (ระนอง-เกาะสอง) 

จังหวัดที่มีศักยภาพทางด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยกับเมียนมาร์มี 7 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน (ด่านศุลกากรบ้านห้วยผึ้ง) เชียงราย (ด่านศุลกากรแม่สาย) เชียงใหม่ (ด่านศุลกากรเชียงดาว) ตาก (ด่านศุลกากรแม่สอด) กาญจนบุรี (ด่านศุลกากรสังขละบุรี) ประจวบคีรีขันธ์ (ด่านศุลกากรบ้านสิงขร) และระนอง (ด่านศุลกากรระนอง) ส่วนจังหวัดที่ไม่มีการค้าชายแดนได้แก่ ราชบุรี เพชรบุรี และชุมพร เนื่องจากพรมแดนที่ติดต่อกันกับพม่าเป็นพื้นที่ป่าและไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ ผ้าผืนและด้าย สินค้าที่นำเข้าที่สำคัญได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ พืชน้ำมันและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ โคกระบือ สุกร แพะ แกะ และผลิตภัณฑ์ไม้อื่นๆ

   สำหรับบทความนี้จะเน้นด่านระนอง-เกาะสองในอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยต้นทางจะอยู่ที่เมืองมะริดและเกาะสองเป็นหลัก ระยะเวลาในการขนส่งสัตว์น้ำจากมะริดถึงเกาะสองใช้ระยะเวลา 14-16 ชั่วโมง เรือประมงทุกลำต้องทำการตรวจสินค้าปล่อยสินค้า (Check Point) บริเวณเกาะสองใช้ระยะเวลาประมาณ 30-45 นาที และล่องเรือเข้ามาที่ระนองใช้ระยะเวลา 5-6 ชั่วโมง รวมทั้งจะต้องผ่านพิธีการศุลกากรของไทย (ระนอง) ก่อนหรือหลังการนำสัตว์น้ำลงที่ท่าเรือ เมื่อเรือประมงเทียบท่าจะทำการขนสัตว์น้ำขึ้นมาที่สะพานปลาโดยผ่านแพปลาเจ้าต่างๆซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่าย เรียกว่า “ค่าผ่านท่าหรือค่าผ่านแพ” หลังจากนั้นมีกิจกรรมการคัดแยกสัตว์น้ำต่างๆ และผู้ประมูลสัตว์น้ำซึ่งจะเริ่มต้นประมูลกันตั้งแต่ 07.00-08.30 น. หลังจากประมูลมีการขนส่งสัตว์น้ำซึ่งมี 2 วิธี คือการใช้รถบรรทุกที่เป็นห้องเย็น และการใช้รถบรรทุกและใช้น้ำแข็งแช่สัตว์น้ำ โดยการกระจายสัตว์น้ำไปยังจังหวัดต่างๆและมาเลเซีย เพื่อทำการบริโภค/แปรรูปและส่งออกไปยังประเทศต่างๆต่อไป ทั้งนี้ ยังคงมีปัญหาในด้านการจัดการโลจิสติกส์บางส่วน ได้แก่ ปัญหาการลดลงของสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยในขณะที่เมียนมาร์และอินโดนีเซียยกเลิกสัมปทานให้แก่เรือประมงไทยส่งผลกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรมประมงและแปรรูปสัตว์น้ำของจังหวัดระนองปัญหาความไม่สะดวกในด้านเส้นทางการขนส่งสินค้าทางถนนที่เชื่อมระหว่างระนองไปยังส่วนอื่นๆของประเทศไทยปัญหาการให้บริการด้านการขนส่งทางเรือของเอกชนที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้เกิดต้นทุนส่วนเพิ่ม เป็นต้น

2.การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ด่านคลองใหญ่

กัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีพรมแดนติดต่อกันหลายด้านโดยทิศเหนือติดกับไทย 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ทิศตะวันตกติดกับไทย 3 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี และตราด และทิศใต้ติดกับอ่าวไทย และมีจุดการค้าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา คือ จุดผ่านแดนถาวรและจุดผ่อนปรนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ และในภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี และสระแก้ว โดยจุดการค้าผ่านแดนทั้งหมดนี้มีจุดการค้าที่สำคัญ คือ ตลาดโรงเกลือ ที่ตั้งอยู่ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีมูลค่าการค้าสูงที่สุด แต่ด่านชายแดนที่น่าจับตามองรองลงมาคือ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ จังหวัดตราด เนื่องจากเป็นด่านชายแดนที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม น้ำอัดลม และน้ำหวานอย่างต่อเนื่องและสูงที่สุด 

 โมเดลทางด้านโลจิสติกส์ของอุตสหกรรมดังกล่าวเริ่มต้นจากโรงงานผลิตสินค้าเหล่านั้นจะกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆโดยจะส่งสินค้าผ่านศูนย์กระจายสินค้าให้กับตัวแทนจำหน่าย/ลูกค้ารายย่อยโดยตรง/ผู้ประกอบการค้าส่งในจังหวัดตราด ซึ่งจะรวมสินค้าจากผู้ผลิตหลายรายเพื่อทำการจัดส่งให้กับลูกค้าทั้งในไทยและกัมพูชา ในการขนข้ามแดนไปยังกัมพูชาจะมีการขนส่งสองรูปแบบ คือ การขนส่งทางถนน (ผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก) และการขนส่งทางน้ำ (ผ่านทางท่าเรือเอกชนหลักสองแห่งได้แก่ ท่าเรือ ส.กฤตวัน และท่าเรือ ชลาลัย) ปลายทางได้แก่ จังหวัดเกาะกง จังหวัดพระสีหนุ จังหวัดกัมปอต โดยการจัดส่งสินค้าไปยังจังหวัดเกาะกงนั้นจะใช้การขนส่งทางถนนเป็นหลักผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็กไปยังเขตชายแดนในบริเวญบ้านจามเยียมจังหวัดเกาะกงเพื่อรอให้ผู้ประกอบการในกัมพูชานำรถขนส่งมาถ่ายโอนสินค้าเพื่อส่งต่อเข้าไปยังพื้นที่ต่างๆต่อไป ส่วนการจัดส่งสินค้าไปยังจังหวัดพระสีหนุ และ จังหวัดกัมปอตจะใช้การขนส่งทางน้ำเป็นหลักผ่านท่าเรือเอกชนในจังหวัดตราดปลายทางจะไปที่ท่าเรือมงฤทธีและท่าเรือเอกชนขนาดเล็กใน จังหวัดสีหนุ และท่าเรือกัมปอต หลังจากนั้นผู้ประกอบการในประเทศกัมพูชาจะนำรถขนส่งมารับสินค้าที่ท่าเรือดังกล่าวเพื่อกระจายต่อให้กับลูกค้ารายย่อยในพื้นที่ต่างๆต่อไป ทั้งนี้ ยังคงมีปัญหาในด้านการจัดการโลจิสติกส์หลายประการได้แก่กฎระเบียบการค้าและการขนส่งที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าชายแดนเนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการค้าส่งสินค้าของไทยไม่สามารถนำรถบรรทุกสินค้าเข้าไปส่งสินค้าภายในประเทศกัมพูชาได้ยังคงต้องจอดรอเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่บริเวณบ้านจามเยียมกัมพูชา ซึ่งห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาประมาณ 5 กิโลเมตร เนื่องจากกฎระเบียบทั้งในส่วนของการค้าที่กัมพูชามีการเรียกตรวจและเก็บค่าธรรมเนียมผ่านแดนที่ไม่เป็นมาตรฐานในหลายจุดและกฎระเบียบการขนส่งต่างๆ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโลจิสติกส์ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นระบบกขนส่งทางราง การขาดจุดเปลี่ยนถ่ายและจุดพักสินค้าสำหรับสินค้าที่ขนส่งทั้งทางน้ำและทางถนนการขาดจุดจอดรถบรรทุกที่เป็นมาตรฐานส่งให้ผลให้ผู้ประกอบการการค้าชายแดนมีต้นทุนในการดำเนินการสูงและไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเต็มที่

3.การค้าชายแดนไทย-ลาว ด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี

ด่านช่องเม็กเป็นจุดผ่านแดนไทย-ลาวห่างจากตัวจังหวัดราว 90 กิโลเมตรและเป็นจุดผ่านแดนเดียวในภาคอีสานที่สามารถเดินทางไป สปป.ลาว (เมืองปากเซ)โดยทางพื้นดิน ในขณะที่จุดอื่นต้องข้ามลำน้ำโขงไป ด่านช่องเม็กมีมูลค่านำเข้าส่งออกเป็นอันดับที่ 3 ในเขตชายแดนไทย-ลาว โดยสินค้าที่ประเทศไทยนำเข้าหลักได้แก่ สินค้าเกษตร ซึ่งรวมถึงสินค้ามันสำปะหลัง มันม่วง กะหล่ำปลี มะขามเปียก เม็ดละหุ่ง ถั่งลิสงและอื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด

   โมเดลทางด้านโลจิสติกส์ของอุตสหกรรมดังกล่าวเริ่มต้นจากเกษตกรในแขวงจำปาสักลาวใต้เป็นผู้ปลูกพืชต่างๆโดยมีพ่อค้าคนกลางรวบรวมสินค้าเกษตรเหล่านั้นให้กับผู้ประกอบการไทยที่มีการร่วมมือกับคนลาวจัดตั้งบริษัทดำเนินธุรกิจค้าขาย ผู้ประกอบการไทยซื้อสินค้าเกษตรจากพ่อค้าคนกลางซึ่งจะมีการค้าขายที่ลานสินค้าเกษตรบริเวณฝั่งลาวใกล้พรมแดนและทำการขนส่งมายังฝั่งไทยซึ่งมีการขนส่งหลายแบบทั้งผ่านผู้ให้บริการโลจิสติกส์ส่งต่อไปยังผู้ค้าส่ง/ผู้ส่งออกที่เป็นตัวแทนขายกับต่างประเทศเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ส่งไปยังผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคสุดท้ายต่อไปสำหรับปัญหาที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการค้าชายแดนที่ด่านนี้ คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้า และปัญหาในด้านการจัดการโลจิสติกส์ ได้แก่ การขนถ่าย/การคัดกรอง/การบรรจุสินค้าเพื่อการขนส่ง รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าด้านอื่นๆยังไม่มีประสิทธิภาพ เช่น บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสมส่งผลให้การขนถ่ายล่าช้า/สินค้าเสียหาย เป็นต้น หากสามารถแก้ไขปัญหาด้านโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการและสร้างผลกำไรได้มาก

4.การค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย (ด่านสะเดา)

พรมแดนไทย-มาเลเซียมีทั้งชายแดนระหว่างประเทศทั้งบนบกผ่านคาบสมุทรมาเลย์ และทางน้ำทางช่องแคบมะละการวมไปถึงอ่าวไทย/ทะเลจีนใต้ มาเลเซียตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไทยมีพรมแดนติดกันระยะทางประมาณ 647 กิโลเมตรมีแม่น้ำโกลกเป็นพรมแดนระหว่างประเทศยาวประมาณ 95 กิโลเมตร มูลค่าการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่1ของไทยในกลุ่มอาเซียโดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง โดยมีจุดผ่านแดนถาวรจำนวน 8 จุด ใน 4 จังหวัดภาคใต้ของไทย คือ จ.นราธิวาส จ.ยะลา จ.สงขลา และ จ.สตูล โดยในบทความนี้จะขอเน้นที่ด่านสะเดา อ.สะเดา จังหวัดสงขลา (Ban Dannok/Sadao/Songkla) โดยเน้นที่อุตสาหกรรมกลุ่มยางพาราเนื่องจากเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกอย่างต่อเนื่องสูงที่สุด

 โมเดลทางด้านโลจิสติกส์ของอุตสหกรรมดังกล่าวเริ่มต้นจากชาวสวนยางนำน้ำยางสดมาขายให้แก่พ่อค้ารับซื้อน้ำยางสด หรือขายให้แก่โรงงานแปรรูปโดยตรง น้ำยางสดที่ได้จะนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์/ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปที่ไม่ได้ให้ผู้บริโภคใช้งานแต่เพื่อส่งต่อไปให้โรงงานขั้นปลายทำเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมจัดจำหน่ายต่อไปผลิตภัณฑ์ส่วนหนึ่งจะถูกนำมาใช้ในประเทศแต่อีกส่วนหนึ่งสามารถส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ เพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคต่อไป ปัญหาของอุตสาหกรรมยางพารา คืออำนาจการต่อรองยังอยู่ในมือของพ่อค้าคนกลางและพ่อค้าชาวมาเลเซียทำให้รายได้ของเกษตรกรถูกหักค่าดำเนินการการนายหน้าและพ่อค้าคนกลาง ส่วนปัญหาที่เป็นอุปสรรคของการค้าชายแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย คือ ปัญหาความไม่สงบใน3จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทำให้รถบบรรทุกสินค้าไม่กล้าเข้าไปในพื้นที่ แต่ต้องจอดเพื่อถ่ายสินค้าที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาแทน ความล่าช้าจากการตรวจปล่อยสินค้าที่ด่านสะเดาเนื่องจากบริเวณชายแดนของไทยมีพื้นที่จำกัดและแออัด  ในขณะที่การส่งออกสินค้าผ่านแดนโดยเฉพาะผักและผลไม้จากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ผ่านได้เฉพาะด่านสะเดาเพียงแห่งเดียวตามข้อตกลงในบันทึกความเข้าใจการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่ายผ่านแดนมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าผ่านแดนในพื้นที่อื่นไม่สามรถทำธุรกิจได้ ปัญหาด้านการขนถ่ายสินค้าที่รถบรรทุกของไทยเสียเปรียบรถบรรทุกของมาเลเซีย เนื่องจากต้องมีการเปลี่ยนหัวลาก/จดทะเบียน 2 สัญชาติ และปัญหาเรื่องการขาดสิ่งอำนวยสะดวกทางการค้า เช่น ถนนเชื่อมกับมาเลเซียที่ด่านวังประจันของจังหวัดสตูลและท่าเรือตำมะลัง ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดเล็ก ไม่สามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้ ทำให้มีปริมาณการค้าชายแดนน้อยอีกด้วย

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงจาก ThailandConnectivityของศูนย์บริการข้อมูลการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน กรมการค้าต่างประเทศ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ                  

Share this post