เผย 10 เทคนิค ปรับปรุงเว็บไซต์ให้น่าใช้งาน

______________________________

สมัยนี้ใคร ๆ ก็สามารถทำ eCommerce ได้ แต่สังเกตไหมครับว่า แบรนด์ไหนที่มีเว็บไซต์
แบรนด์นั้นจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า แต่มีเว็บไซต์ทั้งที ต้องทำให้ดี และ ดูน่าเชื่อถือ
______________________________

การขายของออนไลน์ หน้าตาและความรู้สึกเข้าเว็บไซต์ของคุณเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เป็น first impression ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ของคุณ ไม่เหมือนกับร้านค้าปลีก ที่สามารถสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการจัด ตกแต่งร้าน บรรยากาศร้าน การดูแลของพนักงาน หรือแม้แต่การได้ลองสัมผัสสินค้า

แต่การซื้อของออนไลน์ ลูกค้าจะไม่ได้รับประสบการณ์ข้างต้นเลย ดังนั้นเพื่อเป็นการชดเชยสิ่งที่การซื้อของออนไลน์ทำไม่ได้ เว็บไซต์ของคุณจึงต้องมีความ Extra ขึ้นหน่อย

Site Optimization คือคำตอบ เพราะไม่เพียงแต่ทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดีแล้ว ยังลดกระบวนการบางอย่างที่อาจทำให้ลูกค้าเกิดความไม่สะดวกได้ เพราะคุณต้องสามารถสร้างประสบการณ์ คงความสะดวกของลูกค้า ในขณะเดียวกันต้องสามารถคงความน่าสนใจของเว็บไซต์ได้

เพราะลูกค้าควรจะต้องรู้สึกว่าเว็บไซต์ของคุณน่าสนใจมากพอที่จะอยู่ต่อ และ ท่องเว็บไปหน้าอื่น ๆ เพิ่มเติม และ จะดีมาก ๆ ถ้าลูกค้าเลือกซื้อสินค้า ซึ่งการทำ Site Optimization จะส่งผลให้เป้าหมายของคุณสำเร็จได้ง่ายขึ้น

How to Optimize Your eCommerce Site : แล้วจะทำอย่างไร ???

คุณไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนเขียนโค้ดเว็บไซต์ ก็สามารถเข้าใจประเด็นเหล่านี้ และ นำไปต่อยอดเว็บไซต์ได้ โดย Basic ในการทำ Site Optimization มีอยู่ 10 ข้อ ดังนี้  

1. การออกแบบที่เหมาะสม

แน่นอนว่าหน้าตาเว็บไซต์ต้องดูน่าเชื่อถือ การออกแบบที่สอดคล้องกับธุรกิจ ยังไงหนะหรือ ??

  1. หน้า Home Page ต้องไม่ดูรกรุงรัง
  2. ไม่มี Banner มากเกินไป
  3. ใช้รูปที่มีความน่าดึงดูด ภาพไม่แตก
  4. Infographics ที่สื่อถึงกระบวนการให้ลูกค้าเข้าใจง่าย

Searching Engine Optimizing SEO Browsing Concept

2. ให้ความสำคัญกับการทำ SEO

SEO มีความคัญ ตรงที่มีผลกับอันดับของเว็บไซต์ของคุณที่จะปรากฎใน Google ต้องเข้าใจการทำ SEO ทั้งแบบ On-Page และ Off-Page และ วางกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในการเพิ่ม Traffic ของคนเข้าเว็บไซต์

            On-Page SEO คือ คอนเทนต์ คีย์เวิร์ดต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าเว็บไซต์ ในขณะที่ Off-Page คือ Backlinks หรือ การที่เว็บไซต์ของเราถูกแชร์ไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งต้องทำทั้ง 2 แบบให้สมดุลกัน จะมีโอกาสเพิ่มจำนวนผู้ที่เข้าเว็บไซต์ได้ และ เพิ่มโอกาสการขาย

3. ทำ Blog ให้เป็นแหล่งคอนเทนต์คุณภาพ

Blog เป็นส่วนสำคัญของการทำ Site Optimization เพราะ Blog จะประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ ของสินค้า หรือ บริการ รวมถึงเป็นแหล่งคำตอบให้ลูกค้าที่มีคำถามต่อสินค้าหรือบริการของคุณ ซึ่งการทำ Blog จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคีย์เวริดที่เกี่ยวข้อง แหละเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ซึ่งจะสอดคล้องกับข้อที่ 2 คือ การทำ SEO ให้อันดับเว็บไซต์ของคุณดีขึ้นอีกด้วย

4. ใช้ระบบ Shopping Cart

ถ้าพูดถึงการช้อปปิ้ง ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้าสะดวกที่สุด ในฐานะนักการตลาด แน่นอนว่าอยากได้ข้อมูลของลูกค้ามาต่อยอด แต่การได้ข้อมูลลูกค้าก็จะต้องสมัคร หรือ กรอกข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าออกจากเว็บไซต์เราได้ ฉะนั้นอย่างแรกเลย เราต้องให้ลูกค้าเป็นฝ่ายเลือกว่าจะให้ข้อมูลเราผ่านการสมัครสมาชิก แลกกับสิทธิอื่น ๆ เช่นการสะสมคะแนน หรือ จะซื้อแบบ Guest Log-in ที่ไม่ต้องกรอกข้อมูลอะไรมากมายก็สามารถซื้อของได้
นอกจากนี้ กระบวนการซื้อเองก็สำคัญ ขั้นตอนที่เรียบง่าย แต่โปร่งใสเป็นสิ่งที่ลูกค้ามองหา ถ้าต้องกรอกอะไรเยอะแยะ หรือ มีการออกแบบที่ไม่เอื้อต่อการซื้อของ ลูกค้าจะรู้สึกรำคาญ และ ออกจากเว็บไซต์ได้  

5. ทำให้เว็บไซต์โหลดได้รวดเร็ว

แน่นอนว่าถ้าโหลดเร็ว โอกาสที่ลูกค้าจะอ่านคอนเทนต์ต่าง ๆ ก็มีมากกว่า รูปภาพต่าง ๆ ต้องอยู่ในอัตราส่วน และ ความละเอียดที่เหมาะสม เพื่อให้การแสดงผลที่รวมเร็ว นอกจากนี้ การที่เว็บไซต์โหลดช้า ส่งผลต่อคะแนนที่ Google จัดอันดับเว็บไซต์ ซึ่งถ้าคะแนนคุณไม่ดี ก็มีโอกาสน้อยมากที่ลูกค้าจะมาเจอเว็บไซต์ของคุณ

6. ใช้ User Interactive

ลองใช้ User Interactive ไม่ว่าจะเป็น Banner หรือ รูปภาพต่าง ๆ ด้วยการตั้งเวลา และ ให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ลูกค้าผ่านตัว User Interactive นี้ ยกตัวอย่างเช่น ให้ตั้งเวลาแสดง Banner ว่าเมื่อลูกค้าอยู่ในหน้าเว็บไซต์แล้วประมาณ 30 วินาที ให้ Banner แสดงผลขึ้นมา พร้อมให้สิทธิพิเศษเป็นส่วนลด หรือ ฟรีสินค้าขนาดทดลอง โดยให้ลูกค้าลงทะเบียนรับสิทธินั้น ๆ ผ่านตัว Banner ได้เลย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้ามีการตัดสินใจซื้อในขณะนั้น เป็นต้น

7. ให้ลูกค้าสามารถเขียนรีวิวได้

รีวิวของสินค้าส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าอย่างมาก ให้เราทำการ Highlight รีวิวที่เป็นเชิงบวก หรือ เข้าไปตอบรีวิวเชิงลบ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของลูกค้าที่มีต่อสินค้า และ เพื่อให้ลูกค้าคนอื่น ๆ มั่นใจในคุณภาพของสินค้า ร้านค้า และ ตัดสินใจซื้อในที่สุด

8. หน้าคอมอย่างเดียวไม่พอ ต้อง Mobile Friendly ด้วย

เทรนด์โลกตอนนี้ การซื้อของออนไลน์ ไม่ได้ทำผ่านจอคอมพิวเตอร์ แต่ส่วนใหญ่ทำผ่านโทรศัพท์มือถือ ฉะนั้น ถ้าเว็บไซต์ของคุณในหน้าจอคอมสวยงามมาก ๆ แต่พอเปิดจากโทรศัพท์มือถือแล้วบิด ๆ เบี้ยว ๆ แค่นี้ก็ตกรอบแล้วครับ การทำเว็บสมัยนี้ ให้คำนึงถึงการเข้าถึงจากโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก ต้องโหลดเร็ว มีการจัดวางองค์ประกอบสวยงาม และที่สำคัญคือลูกค้าต้องสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น หาปุ่มต่าง ๆ ได้ง่าย ถ้าจะไปหน้าต่าง ๆ ต้องกดตรงไหน เป็นต้น

9. มีนโยบายการส่งสินค้า และ การคืนสินค้าที่ชัดเจน

การมีนโยบายการส่งสินค้า และ การคืนสินค้าที่ชัดเจน ( ต้องอ่านเข้าใจง่าย ไม่ทางการมากเกินไป ) ทางที่ดีเราควรเอานโยบายการส่งสินค้า และ การคืนสินค้าที่ชัดเจน ไปอยู่ในหน้า FAQ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา ซึ่งแน่นอนว่านอกจะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้แล้ว ยังสามารถป้องกันการร้องเรียน หรือ การเข้าใจผิดของลูกค้าได้อีกด้วย

10. ใช้เครื่องมือ Analytics

Google Analytics มีความสำคัญมาก ๆ เพราะเครื่องมือนี้จะช่วยให้คุณเห็นพฤติกรรมของลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนคนที่เข้าชมเว็บไซต์ เข้ามาแล้วไปหน้าไหนบ้าง อ่านข้อมูลของสินค้าหรือบริการถึงตรงไหน ลูกค้าเข้าจากช่องทางไหน ถ้าวางแผน และ วิเคราะห์ดี ๆ เราจะมองเห็นพฤติกรรมของลูกค้าได้ลึกมาก และ แน่นอนว่าเป็นผลดีต่อการต่อยอดการตลาดด้วย

จาก 10 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าการทำ Site optimization มีความสำคัญต่อธุรกิจในปัจจุบันมาก ๆ ด้วยพฤติกรรมที่ไปหน้าร้านน้อยลง แต่หันมาในโลกออนไลน์มากขึ้น เว็บไซต์ที่มีอันดับ Google ที่ดี มี SEO ที่แข็งแกร่ง และ mobile friendly หรือ แม้แต่ติด Google Analytics เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า จะส่งผลให้คุณมีความได้เปรียบทางการแข่งขันเหนือคู่แข่ง

เรียบเรียงโดย : Blog.SCGLogistics

อ้างอิงรูปภาพ และ บทความจาก : easyship.com, freepik.com

Share this post