เทรนด์ในอนาคตปี 2020 จะเป็นอย่างไร ??

     หัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการมองการณ์ไกลไปถึงอนาคต เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคจึงต้องเปลี่ยนไปด้วย สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นที่เราทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อตามให้ทันกระแสโลก เพราะเมื่อเรารู้อนาคตนั่นหมายความว่าเราสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของคนรุ่นต่อไปได้ ทั้งการสร้างนวัตกรรม หรือการปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับกระแสความนิยมหลักที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้การพัฒนาในวันนี้เป็นไปอย่างยั่งยืน เรามาดูกันว่าโลกในยุคปี 2563 จะเป็นอย่างไรและอะไรคือกระแสความนิยมหลักที่จะเกิดขึ้น

  1. E-Mobility : จะดีแค่ไหน ที่พาหนะที่เราใช้เดินทางจะไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันอีกต่อไป เพราะนี่คือยุคของการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าที่จะเปลี่ยนพลังงานเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนจากน้ำมันมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะเติมพลังงานขับเคลื่อนใหม่ได้ด้วยการชาร์จไฟฟ้าเข้าไปในแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง และคาดว่าในปี 2563 จะมียานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าทั้งประเภท 2 ล้อ และ 4 ล้อวางจำหน่ายกว่า 40 ล้านคันทั่วโลก
  2. Green Concept : ยิ่งเรากำลังก้าวล้ำไปในโลกแห่งเทคโนโลยีมากเท่าไรเรากำลังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โลกในยุค 2563 จะให้ความใส่ใจกับแนวคิดสีเขียวมากยิ่งขึ้น เช่น สภาพภูมิอากาศโลกที่ผันผวนมากขึ้น การสร้างอาคารสำนักงานหรือแม้แต่ที่พักอาศัยถูกออกแบบนรูปอาคารเขียวที่อยู่สบายไม่สร้างมลพิษ รวมถึงสินค้าต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็จะได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน
  3. Innovative technology : ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างเต็มตัวทำให้เกิดนวัตกรรมมากมาย ในปี 2563 เราจะได้เห็นความอัจฉริยะของสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ มากมาย ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคที่ชาญฉลาด ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้คนมากยิ่งขึ้น เช่น วัสดุที่ชาญฉลาดสามารถตอบโจทย์การใช้งานของคนยุคใหม่ การผลิตยาที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงการผลิตอาหารและบรรจุภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีนาโนและเทคโนโลยีชีวภาพ
  4. Healthy Society : เมื่อมีทางเลือกมากขึ้น มนุษย์ก็จะใส่ใจดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น ในยุค 2563 จึงเป็นสังคมของคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บคือแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่เราเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงและมีอายุยืนยาวขึ้น รวมถึงความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ส่งผลให้อัตราการตายของประชากรโลกลดลง เข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง ในปี 2563 คาดว่าผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั่วโลก

     จากเทรนด์ข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในอนาคตเราจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิตประจำวัน การดูแลรักษาสุขภาพไม่ว่าจะด้านอาหารการกินหรือทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีมาช่วยในการรักษามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้นในการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อป้องกันอันตรายจากภัยภิบัติที่เกิดจากผลกระทบของการใช้ประโยน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนักหน่วงด้วยเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี เทรด์เหล่านี้จะส่งผลกระทบไปยังการดำเนินธุรกิจในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การบริการด้านต่างๆ ตลอดจนธุรกิจด้านโลจิสติกส์ ไม่แน่ว่าในอนาคตนั้น การทำธุรกิจด้านโลจิสติกส์อาจจะใช้รถบรรทุกที่ปราศจากคนขับ (self-driving truck) ที่นอกจากจะใช้ไฟฟ้าและไม่สร้างมลพิษแล้วยังปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินอีกด้วย หรือ การบริหารจัดการคลังสินค้าที่ใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติไม่ต้องอาศัยแรงงานคนหรือรถโฟลค์ลิฟต์ในการหยิบ/จ่ายสินค้าอีกต่อไปก็เป็นได้ เพราะเทคโนยีนั้นสามารถเข้ามาทดแทนในจุดอ่อนของทรัพยกรมนุษย์ได้นั่นเอง  เราคงต้องรอดูกันต่อไป 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงจาก วารสารประชาสัมพันธ์ภายใน บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย

Share this post