เทคนิคการจัดการ Supply Chain ฉบับ eCommerce

Supply Chain ไม่ได้เป็นอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป เมื่อ eCommerce ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีในการดำเนินธุรกิจของโลก บริษัทอย่าง Amazon หรือ Walmart ในปัจจุบันมีการส่งสินค้าถึงผู้บริโภคได้ภายในวัน
( same day delivery ) ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยเกิดความเสียเปรียบ ใครส่งสินค้าถึงผู้บริโภคได้เร็วกว่า ก็ย่อมได้เปรียบ ลูกค้ามีความอดทนในการรอของที่สั่งในช่องทางออนไลน์น้อยลงเรื่อย ๆ ดังนั้น เมื่อเทรนด์ของโลกกลายเป็นแบบนี้แล้ว ผู้ประกอบการรายย่อยหรือร้านค้าออนไลน์เองก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของตัวเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

เมื่อ eCommerce เข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการทาง Supply Chain

เมื่อก่อนการจะซื้อสินค้า ลูกค้าจะต้องขับรถออกไปซื้อที่หน้าร้าน หรือ ห้างสรรพสินค้า แต่ทุกวันนี้การซื้อสินค้าสามารถทำผ่านหน้าจอโทรศัพท์ และ จัดส่งถึงหน้าบ้านให้อีกด้วย หมายความว่าลูกค้าจะมีตัวเลือกมากกว่าในอดีตมาก ถ้าร้านค้าไหนสินค้าหมด ลูกค้าสามารถเปลี่ยนไปซื้อสินค้าจากอีกร้านได้อย่างรวดเร็ว เท่ากับว่า ร้านค้า หรือ ผู้ประกอบการเอง ที่หันมาขายสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จะต้องรู้ว่าสินค้าคงคลังของตัวเองเหลืออยู่เท่าไหร่แบบ real time เพื่อป้องไม่ให้ลูกค้าไปซื้อสินค้าจากร้านคู่แข่ง

ปัจจุบันสินค้าไม่จำเป็นจะต้องอยู่บนชั้นวางอีกต่อไป แต่สินค้าจะกระจายอยู่ในคลังสินค้า หรือ Hub ย่อย ๆ ทั่วประเทศ ร้านค้ารายใหญ่ ๆ จะมีความสามารถทำแบบนี้ได้ แต่ร้านค้ารายย่อยละ ?? การเช่าคลังสินค้าไปทั่วประเทศ อาจจะเป็นการทำอะไรที่เกินตัวไปสักหน่อย ดังนั้นการพึ่งพาบริษัทด้านโลจิสติกส์ครบวงจรจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด นอกจากนี้ แม้แต่ร้านค้ารายใหญ่ ๆ เองก็เลิกทำเอง และ หันมาใช้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์มากขึ้นเช่นกัน

แล้วร้านค้าออนไลน์เองต้องปรับตัวอย่างไร ??

จากข้างต้นจะเห็นว่าการจัดการสินค้าคงคลังมีความสำคัญมาก ร้านค้าต้องมีวิธีการจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงลดระยะเวลาในการขนส่งให้รวดเร็วขึ้น และเมื่อมีคู่แข่งอยู่ทั่วโลก ร้านค้าเองต้องมีสินค้าในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันการสต็อกสินค้าเยอะเกินไป ก็ส่งผลต่อเสียต่อการจัดการอีก ฉะนั้นต้องมีการพยากรณ์ความต้องการของลูกที่ค้าที่แม่นยำอย่างมาก และจากผลสำรวจของ Veeqo พบว่า 70% ของลูกค้าจะหันไปซื้อสินค้าจากร้านอื่นมากกว่าที่จะรอให้ร้านค้ามีสินค้าแล้วกลับมาซื้อใหม่

อีกทั้งร้านค้าจะต้องมีการจัดการออเดอร์ที่รวดเร็ว เมื่อมีออเดอร์ กระบวนการในการไปหยิบสินค้าจากชั้นวางสินค้า แพ็คสินค้า ( Fulfillment Process ) จะต้องมีความรวดเร็ว  และ การจัดส่งสินค้าเชื่อถือได้ ตรงเวลา เพราะจากการสำรวจของ Dropoff ชี้ให้เห็นว่า 43% ของลูกค้าคาดหวังการจัดส่งสินค้าที่รวดเร็วขึนกว่าปีก่อน และ 2 ใน 3 ของลูกค้าจะเปลี่ยนไปซื้อสินค้าจากร้านที่สามารถส่งสินค้าได้เร็วกว่า เช่น Amazon หรือ Lazada

วิธีการจัดการสินค้าคงคลังฉบับร้านค้าออนไลน์

ผู้ประกอบการต้องหันมาใส่ใจเรื่องการจัดส่งสินค้า และ การบริหารจัดการสินค้าคงคลังมากขึ้น โดยมีเทคนิคดังนี้

  1. Maximize Space Efficiency ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า

การจัดการคำสั่งซื้อที่ล่าช้า ส่งผลให้ระยะเวลาในการส่งสินค้าถึงมือลูกค้าล่าช้าไปด้วย ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความไม่พึงพอใจ ร้านค้าจะต้องมีการจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพเพื่อจัดการสินค้าตามคำสั่งซื้อได้รวดเร็วที่สุด

เช่น เอาภาชนะจัดเก็บมาใช้ เพื่อให้พนักงานสามารถหยิบสินค้าที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว โดยทั้งภาชนะจัดเก็บ และ ชั้นวางจะต้องถูกทำเครื่องหมายอย่างเหมสะสม เพื่อให้สามารถหาสินค้าได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงวางสินค้าในแนวสูง (บางสินค้าสามารถวางทับซ้อนกันได้) ก็จะเป็นการประหยัดพื้นที่ และ จัดเก็บสินค้าอื่น ๆ ได้เพิ่มขึ้น เป็นการใช้ทุกตารางนิ้วอย่างคุ้มค่า

  • Automatic Product Retrieval ใช้ระบบการหยิบสินค้าอัตโนมัติ

การจัดการออเดอร์ที่รวดเร็ว เป็นกระบวนการที่จะตัดสินการแพ้ชนะของอุตสาหกรรม eCommerce ได้ ร้านค้าออนไลน์บางรายอาจต้องการลงทุนในระบบการเก็บและหยิบสินค้าอัตโนมัติ เพราะนอกจากจะสามารถหยิบสินค้าตามออเดอร์ของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีความถูกต้องแม่นยำสูง สามารถลดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดมาจาก Human Error ได้ด้วย

  • Faster and Cheaper Shipping ผู้ให้บริการขนส่งที่เชื่อถือได้

การขนส่งกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ร้านค้าเองต้องหาผู้ให้บริการขนส่งที่เชื่อถือได้ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ โดยเฉพาะการขนส่งด่วน การติดตามสถานะสินค้าได้แบบ real-time และ มีขั้นตอนการคืนสินค้าไม่ยุ่งยาก

  • Demand Forecasting

ไม่ว่าจะผลิตสินค้าเอง หรือ รับสินค้ามาจาก Supplier ร้านค้าเองต้องมีการพยากรณ์ความต้องการสินค้าที่แม่นยำ เพื่อให้มีสินค้าพร้อมขายอยู่เสมอ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ลูกค้าในปัจจุบันไม่รออีกต่อไป ทำให้ร้านค้าต้องสต็อกของที่ขายดีไม่ให้ขาดตลาด แล้วจะสต็อกยังไงให้พอดี ?? ต้องอาศัยข้อมูลยอดขายที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ไม่ว่าตะวิเคราะห์เองหรือใช้โปรแกรมช่วยก็ได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราไม่ต้องสต็อกสินค้าที่มากเกินความจำเป็น และ รู้เทรนด์ของตลาดอีกด้วย

  • Real-Time Tracking การติดตามสถานะแบบ real-time

เพราะทุก ๆ คำสั่งซื้อ สามารถสร้าง หรือ ทำลายชื่อเสียงของเราได้ ฉะนั้นร้านค้าไม่สามารถเสี่ยงให้เกิดความผิดพลาดในการจัดการคำสั่งซื้อ การรู้สถานะของสินค้า ทั้งก่อน และ ระหว่างการจัดส่ง จะทำให้ร้านค้าสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ ถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้น เช่น การขนส่งที่ล่าช้า ร้านค้าก็สามารถแจ้งไปยังลูกค้าได้ และ นำเสนอผลประโยชน์อื่น ๆ ให้กับลุกค้าเพิ่มเติมเพื่อเป็นการขอโทษ และ รักษาลูกค้าไว้ 

ความรวดเร็ว การบริการลูกค้าที่ดี และ การขนส่งที่ตรงเวลา เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำ eCommerce ร้านค้าแต่ไม่ใช่ทุกร้านจะเก่งทั้งขาย และ เก่งทั้งหลังบ้าน บางครั้งการที่ร้านโฟกัสเรื่อง
การขาย การทำตลาด และ Outsource ผู้เชี่ยวชาญมาคอยจัดการออเดอร์ จัดการคลังสินค้า และ จัดการการขนส่งแทนให้ จะส่งผลดีต่อธุรกิจมากกว่า

และหากท่านไหนกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญ ที่จะมาช่วยจัดการคำสั่งซื้อ จัดการคลังสินค้า และ จัดการการขนส่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scglogistics.co.th/service/index/7
หรือ สอบถามเพิ่มเติมแบบใกล้ชิดได้ที่    เพิ่มเพื่อน   ได้เลยครับ

พบกับโปรพิเศษ คุ้ม 6 ต่อ

                                  ต่อที่ #1 ฟรี! ค่ารับสินค้าเข้าคลัง
                                  ต่อที่ #2 ฟรี! ค่าบริการระบบจัดการสินค้าออนไลน์ 5 User
                                  ต่อที่ #3 ฟรี! ค่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า 1 ลูกบากศ์แมตร
                                  ต่อที่ #4 ฟรี! ค่าวัสดุกันกระแทก 
                                  ต่อที่ #5 รับส่วนลด 30% ค่ากล่องจาก SCG Packaging
                                  ต่อที่ #6 ลดพิเศษค่าขนส่งจาก SCG Express

ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ คลิกเลย !

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics                                                                

อ้างอิงและรูปภาพจาก easyship.com,retailtouchpoints.com,Freepik.com

Share this post