อุตสาหกรรมยานยนต์ปี 65 การ์ทเนอร์ทำนายเทรนด์ไว้อย่างไร

กว่า 100 ปีที่ผู้ผลิตยานยนต์ต่างมุ่งเน้นแต่จะพัฒนาเครื่องยนต์มากกว่าการพัฒนาชอฟต์แวร์และฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถ โดยในตอนนี้ดิจิตอลเทคโนโลยีกลายเป็นตัวสร้างความแตกต่างให้กับรถ รวมถึงขับเคลื่อนการเติบโตด้านกำไรให้กับผู้ผลิต ซึ่งท้ายที่สุดแล้วธุรกิจก็จะต้องปรับตัวจากที่เป็นแต่ผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย นายเปโดร ปาเชโก ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าว

โดยในปี 2565 การ์ทเนอร์ได้ชี้ให้เห็นถึง 5 เทรนด์เทคโนโลยีที่สำคัญ ที่องค์กรควรจะเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และ ดิจิตอลต่าง ๆที่กำลังจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์

automotive industrial technology trend 2022

5 เทรนด์เทคโนโลยี ปี 2565 ที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์

Trend 1: ผู้ผลิตต้องพิจารณาวิธีการในการจัดหาชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ใหม่

ผลกระทบจากหลักการจัดการสินค้าคงคลังแบบทันเวลาพอดีหรือ Just-In-Time (JIT) ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วน (OEM) รวมถึงซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1 ไม่มีสินค้าสำรองในช่วงภาวะการขาดแคลนชิปต่าง ๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตยานยนต์จึงต้องพิจารณาการจัดเก็บสินค้าคงคลังใหม่ และเมื่อชิปขาดตลาดมาเป็นเวลานาน ผู้ผลิตก็ต้องพิจารณาข้อตกลงกับบริษัทผู้ผลิตชิป

การ์ทเนอร์คาดว่าในปี พ.ศ. 2568 5 ใน 10 บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ชั้นนำ จะผลิตชิปเป็นของตนเอง และ สร้างกลยุทธ์ และ การบริหารความสัมพันธ์ระยะยาวร่วมกับผู้ผลิตชิปต่าง ๆ พร้อมยกเลิกระบบการผลิตและจัดเก็บชิปแบบ Just-In-Time

Trend 2: บริษัทดิจิตอลรายใหญ่จะควบรวมธุรกิจยานยนต์ให้อยู่ใน Ecosystem

เราจะเห็นบริษัทยักใหญ่อย่าง Amazon, Alibaba หรือ Tencent ขยายธุรดิจไปยังกลุ่มเทคโนโลยียานยนต์ โดนกลุ่มบริษัทเหล่านี้ต้องการที่จะนำนำธุรกิจยานยนต์เข้ามาอยู่ใน ecosystem ของธุรกิจ เพื่อเปิดบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับการเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้ากับรถยนต์ โดยภายใน 3 ปี 70% ของรถยนต์ที่ขายไปจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android จากปัจจุบันที่มีไม่ถึง 1%  

เมื่อการพัฒนาเทคโนโลยี และ ซอฟต์แวร์ด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จึงต้องร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยียักใหญ่ เพื่อเปลี่ยนซอฟต์แวร์ให้เป็นช่องทางการสร้างรายได้เข้าบริษัท

Trend 3: การเพิ่มขึ้นของโมเดลข้อมูลและความร่วมมือกันแบบ open-source

ในปี 2564 บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งได้สร้างระบบปฏิบัติการยานยนต์ open-source และ แพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันรูปแบบใหม่ ในอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มมากขึ้นในปี 2565

นอกจากนี้ บริษัทรถยนต์จะหันมาให้ความสำคัญกับข้อมูลมากขึ้น ด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่เพื่อการขายข้อมูล แต่เพื่อสร้าง ecosystem ที่กว้างและหลากหลายมากขึ้น และเพื่อพัฒนาฟีเจอร์ หรือ บริการดิจิทัลที่ดีขึ้น

Trend 4: ผู้ผลิตยานยนต์เพิ่มระบบซอฟต์แวร์แบบ Over-The-Air (OTA) เป็นช่องทางสร้างรายได้หลักบนดิจิทัล

ปีที่แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ นั่นก็คือ ระบบซอฟต์แวร์ over-the-air (OTA) ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายได้ปรับปรุงฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ของรถที่ตนผลิตเพื่อให้รองรับระบบ over-the-air (OTA) ซึ่งทางผู้ผลิตเองก็เริ่มเปลี่ยนแปลงช่องทางการสร้างรายได้ จากที่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว มาเป็นขายบริการเกี่ยวกับระบบเพิ่มขึ้น โดยมีการคาดการณ์จากการ์ทเนอร์ว่าภายในปีหน้า 5 ใน 10 ของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ จะให้บริการด้านนี้หลังจากที่ขายรถยนต์ได้แล้ว

Trend 5: มีกฎระเบียบเกี่ยวกับยานยนต์อัตโนมัติเพิ่มขึ้น และอุปสรรคทางการค้าก็ยังคงมีอยู่

ทั้ง ๆ ที่เทคโนโลยีการตรวจจับได้พัฒนาขึ้น แต่การอัลกอรึทึมในการรับรู้ก็มีความซับซ้อนขึ้นเช่นกัน ตลอดจนกฎระเบียบ และ มาตรฐานต่าง ๆ ทำให้ผู้ผลิจรถยนต์ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการขยายตลาดรถยนต์อัตโนมัติ 

โดยผู้ผลิตรถยนต์ได้เปิดตัวรถยนต์อัตโนมัติระดับที่ 3 และกำลังขยายไประดับที่ 4 ที่จะใช้ในกลุ่มรถบรรทุก และ รถรับส่ง เช่น แท็กซี่ อย่างไรก็ตาม การจะพิสูจน์ความปลอดภัย และ ประสิทธิภาพของรถยนต์อัตโนมัติค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร ทำให้การขยายตลาดเชิงพานิชย์ช้าลงไปด้วย อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่องความรับผิดชอบกรณีเกิดอุบัติเหตุ การพิจารณาทางกฎหมายอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 จะมีการใช้รถยนต์อัตโนมัติระดับ 4 ทั่วโลก โดยเฉพาะบริการรถแท็กซี่มากขึ้นกว่าปัจจุบันถึง 4 เท่า

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่หากพูดถึงปัจจุบันที่รถยนต์อัตโนมัติยังไม่ได้แพร่หลาย เทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดความปลอดภัยในท้องถนนได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นระบบ Telematics ระบบที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เก็บข้อมูลย้อนหลังเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อปรับปรุงในอนาคตได้ โดยหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวระบบ Telematics สามารถอ่านได้ที่ Telematics Solution by SCG Logistics

อีกทั้งแม้ว่าทางผู้ผลิตรถยนต์จะพิจารณายกเลิกการใช้ระบบคลังสินค้าแบบ Just-in-Time สำหรับตัวชิป อันเนื่องมาจากปัญหาชิปขาดตลาดเป็นเวลานาน แต่สำหรับสินค้าอื่น ๆ เช่นอะไหล่ ชิ้นส่วน หรือ อุปกรณ์เสริมภายในรถ การใช้ระบบจัดเก็บสินค้าคงคลังแบบ Just-in-Time ก็ยังคงเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากวิธีหนึ่ง

SCG Logistics เข้าใจในความต้องการของลูกค้า ได้ออกแบบบริการโลจิสติกส์ทั้งคลังและขนส่งสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของตลาดยานยนต์โดยเฉพาะ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ของเราได้ที่ LINE:@SCGL

Gartner clients can read more in the report “Top 5 Automotive Technology Trends for 2022.

อ้างอิงรูปภาพและข้อมูลจาก : gartner.com, techsauce.co, posttoday.com

Share this post