อนาคตของการขนส่งในเมือง

____________________________________________________

 In Brief

City Logistics” เป็นกระบวนการในการกระจายสินค้าในเขตเมืองที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี และ 4 เทรนด์ต่อไปนี้จะส่งผลกระทบกับ City Logistics ในอีก 20 ปีข้างหน้า !!

___________________________________________________

การขนส่ง/การเดินทางของมนุษย์มีหลากหลายรูปแบบและถูกปรับเปลี่ยนตามกาลเวลาและเทคโนโลยีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งโดยม้า พัฒนาเป็นม้าเทียมเกวียน/รถ รถไฟ เรือพาย และอื่นๆ แต่หากพูดถึงการขนส่งในยุคปัจจุบัน ผู้คนทั่วไปมักจะคิดถึงยานพาหนะ 4 ล้อเป็นอันดับแรกเพราะเป็นที่นิยมตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา เราสามารถแบ่งการขนส่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  • การขนส่งแบบรวม หรือการขนส่งสาธารณะ (Collective Transportation) วัตถุประสงค์ของการขนส่งแบบรวม คือ การให้ความคล่องตัวและเข้าถึงได้ของการขนส่งสำหรับประชาชนในเขตเมือง การดำเนินการต่างๆจะถูกบริหารจัดการโดยหน่วยงานหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ผู้ใช้บริการจะต้องจ่ายค่าโดยสารสำหรับการบริการ ในขณะที่ “Efficiency” ของการขนส่งแบบรวมจะขึ้นกับจำนวนผู้โดยสาร ยิ่งมากยิ่งดีจนถึงระดับจุดคุ้มทุน (Economies of Scales) การขนส่งแบบนี้รวมถึง การขนส่งโดยรถราง รถไฟ รถโดยสารสาธารณะ /ประจำทางหรือแม้แต่เรือเฟอร์รี่ข้ามฟากด้วย
  • การขนส่งส่วนบุคคล (Individual Transportation) เป็นการเดินทาง/ขนส่งเพียงคนเดียว ซึ่งรวมถึงการเดินทางด้วยตนเองในรูปของการขับรถยนต์ส่วนบุคคล การขี่จักรยาน/จักรยานยนต์ หรือแม้แต่การเดินเท้าด้วยเช่นกัน คนส่วนใหญ่มักเดินทางด้วยตนเอง แต่รูปแบบจะแตกต่างออกไปในแต่ละประเทศ เช่น 88% ของประชากรในเมืองโตเกียวของประเทศญี่ปุ่นจะเดินทางโดยการเดิน ในขณะที่ประชากรในเมืองลอสแอนเจลิส เมืองที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศสหรัฐอเมริกาจะเดินทางโดยการเดินเพียง 3% เป็นต้น
  • การขนส่งสินค้า (Freight Transportation) เมื่อเมืองกลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตและการอุปโภคบริโภค กิจกรรมส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการขนส่งสินค้ามากมายมหาศาล การขนส่งที่เกิดขึ้นมักเป็นการขนส่งระหว่างโรงงานอุตสาหกรรม ศูนย์กระจายสินค้า และร้านค้าปลีก หรือจากท่าเรือ สถานีรถไฟ สนามบินมายังศูนย์กระจายสินค้าด้วยเช่นกัน ยิ่งมีการเติบโตของการค้าออนไลน์ (e-commerce) ยิ่งทำให้ปริมาณการขนส่งสินค้า/พัสดุในเขตเมืองเกิดขึ้นมากมายตามไปด้วย

อย่างที่รู้กันดีว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกได้เสมอ เช่นเดียวกับวิสัยทัศน์ของการขนส่งในอนาคต ที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิม ทั้งนักธุรกิจอภิมหาเศรษฐีที่เป็นนักประดิษฐ์ที่รู้จักกันดีด้วยอย่าง Elon Musk  ผู้ก่อตั้งและบริหารของบริษัทสเปซเอ็กซ์  (SpaceX) และเทสลามอเตอร์ส ผู้ซึ่งจุดประกายความคิดระบบขนส่งความเร็วสูงอย่าง “ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) และกำลังพัฒนาจรวดอวกาศที่สามารถเดินทางไปยังดาวอังคารได้จริงภายในปี 2022 (จากบทความเรื่อง “จากเมืองสู่เมือง ข้ามทวีปภายในไม่ถึงชั่วโมง”)  ทั้งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ต่างๆที่กำลังพัฒนา Self-driving Vehicle รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ทีกำลังทดลองวิ่งบนถนนจริงๆ ซึ่งทำให้เทรนด์การขนส่งในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปใน 4 ลักษณะดังนี้

1.ปริมาณรถยนต์จะเพิ่มมากขึ้น แต่ขนาดของรถยนต์จะเล็กลง

แม้ว่ายอดขายรถ SUV (Sport Utility Vehicle) และรถบรรทุกจะเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก แต่แนวโน้มดังกล่าวเกิดจากการที่ราคาน้ำมันลดต่ำลง ในขณะที่ยังคงมีความไม่แน่นอนของ Supply น้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การขนส่งส่วนบุคคลในเขตเมืองยังคงมีสัดส่วนของรถยนต์ส่วนบุคคลมากที่สุด ในปี 2015 ที่ผ่านมาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่างโตโยต้า ได้ทดลองออกรถยนต์ขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าแบบ 3 ล้อ เรียกว่า “i-Road” เป็นการผสมผสานลักษณะเด่นของรถยนต์ส่วนบุคคลกับจักรยานยนต์ที่เข้ากันอย่างลงตัว ซึ่งโครงการนี้กำลังขยายไปทั่วประเทศญี่ปุ่น ที่ซึ่งสถานีชาร์จพลังงานรถยนต์ไฟฟ้ามีมากกว่าสถานีน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป โดยญี่ปุ่นได้ตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศที่ใช้งานระบบขนส่งอัจฉริยะเป็นประเทศแรก รัฐบาลจึงเข้ามาสร้างมาตรฐานการชาร์จพลังงานของรถยนต์ไฟฟ้าระหว่างประเทศด้วย

2.ทางเท้าและเลนจักรยานจะเพิ่มขึ้น

ในอีก 10 ปีข้างหน้า จักรยานจะกลายเป็นยานพาหนะที่ใช้เดินทางในเขตเมืองมากที่สุด เทคโนโลยีใหม่ๆจะเข้ามา ทำให้ระยะทางของการเดินทางไปจุดต่างๆในเมืองสั้นลง ในขณะที่ยานพาหนะจำพวก “Scooter” และ “Segway” (ยานยนต์สองล้อที่ประกอบไปด้วยที่นั่งและแท่นวางเท้าติดตั้งบนเพลา) จะถูกใช้งานสำหรับการขนส่งส่วนบุคคลมากขึ้น การที่ไม่ต้องมีพื้นที่ในการจอดและไม่มีพวงมาลัยที่ต้องบังคับทิศทาง ทำให้การเดินทางของยานพาหนะดังกล่าวสามารถใช้ร่วมกับทางเดินเท้าได้ ตัวอย่างเช่น “Uni-Cub” ของผู้ผลิตรถยนต์ฮอนด้า เป็นอุปกรณ์เคลื่อนที่ขนาดกระทัดรัดที่พัฒนาโดยเทคโนโลยีเฉพาะของฮอนด้าอย่าง  Balance Control และ Honda Omni Traction Drive System (ซึ่งเป็นระบบ Omni-directional driving wheel system อันดับแรกของโลก) ที่ทำให้ระบบขับเคลื่อนล้อสามารถหมุนได้อย่างอิสระรอบทิศทางทั้งเดินหน้า ถอยหลัง ด้านข้างและทแยงมุมซึ่งทำให้ผู้คนสนุกเหมือนกับการเดิน  โดย Uni-Cub ได้ถูกนำมาทดสอบการใช้งานในสนามบิน ห้างสรรพสินค้า พิพิธภัณฑ์และสถานที่ในร่มอื่นๆในประเทศญี่ปุ่น อุปกรณ์เคลื่อนที่อัจฉริยะของฮอนด้านี้ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในระดับสายตา ในขณะที่มือของผู้ใช้งานสามารถทำกิจกรรมอื่นๆได้ด้วย (เพราะไม่ต้องบังคับพวงมาลับเหมือนรถ scooter/จักรยานยนต์ทั่วไป) หรืออาจกล่าวได้ว่า Uni-Cube เป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ศักภาพการเคลื่อนไหวของมนุษย์โดยไร้ขีดจำกัด ซึ่งนั่นทำให้กลายเป็นเครื่องมือที่น่าจับตาในอนาคต

3. การขนส่งจะไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนย้ายบุคคลเท่านั้น แต่จะเป็นการเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆรอบตัวเรา

ทุกวันนี้ผู้คนใช้รถยนต์ส่วนบุคคลส่วนหนึ่งเพราะต้องการบรรทุกสินค้าอุปโภคบริโภคจากการจับจ่ายใช้สอย อุปกรณ์กีฬาและของใช้ส่วนตัวต่างๆ แต่ในอนาคต เราจะใช้ “หุ่นยนต์ล้อเลื่อนอัตโนมัติ” ที่จะบรรทุกฝเก็บสิ่งของต่างๆเดินทางติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง หุ่นยนต์ดังกล่าว ชื่อ “Gita” ของบริษัท Piaggio ผู้ผลิตยานยนต์จากประเทศอิตาลี (ซึ่งอยู่ระหว่างทดสอบการใช้งาน Gita ในอิตาลี) Gita เป็นเสมือนผู้ให้บริการขนส่งโดยผู้ใช้งานสามารถตั้งโปรแกรมให้ Gita เดินทางเพื่อส่ง/รับสิ่งของหรือติดตามผู้ใช้บริการไปไปที่ต่างๆได้ ทำให้ผู้ใช้งานมี Lifestyle อิสระที่ไม่ต้องออกจากบ้านโดยต้องหยิบกุญแจรถไปด้วยอีกต่อไป Gita สร้างขึ้นภายใต้ความหวังที่จะทำให้ถนนหนทางต่างๆถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึน

4. ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ จะทำให้เราเห็นข้อมูลต่างๆมากขึ้น

สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งอัตโนมัติแบบสาธารณะที่เราวาดฝันกันมาหลายปีนี้ ก็คือ ระบบและโครงสร้างพื้นฐานแบบเก่า ถนนหนทางที่เราใช้งานอยู่ในทุกวันนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ยังรวมถึง Data Network ของเมืองต่างๆด้วย ทุกวันนี้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและโดรนได้ถูกใช้งานในหลายพื้นที่กว่า 1,000 ตัว แต่ในอนาคตปริมาณจะเพิ่มขึ้นเป็นล้านกว่าตัวในทุกพื้นที่ทั่วโลก ในขณะที่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นจะทำให้พวกมันสามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสื่อสารระหว่างกันผ่านทางมือถือหรืออุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านได้ นอกจากนี้ ด้วยเครือข่าย “5G” “Super Wifi” เครือข่ายเสาอากาศขนาดใหญ่และเทคโนโลยีคลื่นมิลลิเมตร (millimeter)  ในอนาคตที่ทั้งเร็วกว่า เสถียรกว่าและไว้ใจได้มากกว่าจะถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่จะเกิดขึ้นซึ่งทุกวันนี้ยังไม่มีประเทศใดในโลกที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อมขนาดนั้น เครือข่ายขั้นสูงกำลังถูกพัฒนา เช่นบริษัท Qualcomm Nokia และ Samsung ซึ่งคาดว่าจะสามารถใช้งานได้ก่อนปี 2030 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นจะสามารถยกระดับการเดินทางและความเป็นอยู่ของประชากรทั่วโลกได้อย่างแน่นอน

เศรษฐกิจของสังคมเมืองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว การขนส่งในเขตเมืองต่างๆถือเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อเมืองใหญ่ กล่าวคือ สำหรับเมืองใหญ่ๆการผลิต การกระจาย และการบริโภคสินค้าเกิดขึ้นอย่างมากมายบนพื้นที่อันจำกัด ในขณะที่เมืองเล็กๆรอบเมืองใหญ่ ทรัพยากรที่หายาก คือถนน/เส้นทางเดินรถ และพื้นที่ในการจอดรถ “City Logistics” จึงกลายเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างความมั่นใจว่า การขนส่งสินค้าที่เกิดขึ้นมีประสิทธิภาพ และเป็นนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของประชากรในเมืองต่างๆ ซึ่งก็คือ การตอบสนองต่อความต้องการทางธุรกิจได้อย่างดีเช่นกัน  เมื่อเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง สินค้าขายได้มากขึ้น วิธีการบริหารสินค้าคงคลังของร้านค้าต่างๆจะเปลี่ยนไปและแตกต่างตามฤดูกาลตลอดทั้งปี  ซึ่งทำให้การบริการทางด้านโลจิสติกส์ต้องปรับกลยุทธ์ตาม เช่น ความต้องการขนส่งสินค้าเร่งด่วน (Express Transportation) เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น และความสำเร็จของธุรกกิจขึ้นอยู่กับระบบขนส่งที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันเวลานั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น ความเข้มข้นของการกระจายสินค้าในเขตเมืองขึ้นอยู่กับลักษณะทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค และวัฒนธรรมของท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่ความแตกต่างของการกระจายสินค้าในเขตเมือง ลองดูตัวอย่างเมืองใหญ่ๆทั่วโลก ดังนี้

Paris: เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสที่ซึ่งมีประชากรราวๆ 2.17 ล้านคน เนื่องจากนโยบายและวัฒนธรรมของเมืองที่มุ่งเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม (จำกัด Carbon Footprint) เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชากรดีและรักษาไว้ซึ่งความเป็นเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวชั้นนำของโลก จึงมีผลกระทบต่อกลยุทธ์การกระจายสินค้าที่ต้องเน้นเรื่อง Green Logistics ที่สนับสนุนภาพลักษณ์ของตนเอง

Chicago: รู้จักกันในนาม เมืองแห่งลม (Windy city) ตั้งอยู่ในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3เทียบตามจำนวนประชากร (รองจากนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส) เนื่องจาก ชิคาโก้มีเป้าหมายที่จะรักษาบทบาทในฐานะศูนย์กลางทางรถไฟและแพลตฟอร์มการกระจายสินค้าในทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้มีกิจกรรมในการผลิตและกระจายสินค้าเกิดขึ้นมากมายมหาศาล แต่เนื่องจากเขตเมืองชิคาโก้เป็นจุดบรรจบกันของเส้นทางรถไฟและสายการบิน Class I แต่สถานีปลายทางแยกจากกันและไม่เชื่อมต่อกันทำให้เกิดความแออัดของรถบรรทุกสินค้าและคอนเทนเนอร์ที่จะต้องขนส่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ในขณะที่เมืองใหญ่อันดับ 2 อย่างลอสแอนเจลิสกำลังประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งมลพิษทางเสียงและอากาศ และกำลังมีปัญหาขัดแย้งในการเป็นประตูสู่การค้าสำหรับเอเชียตะวันออกและหน้าที่อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จึงทำให้มีประเด็นที่ต้องพิจารณาในการขนส่งทางรถบรรทุกเข้าที่ท่าเรือหลักและศูนย์กระจาย/นำเข้าสินค้าของเมืองด้วย

Shanghai: เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ในอดีตเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง แต่ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้ กลายเป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมากที่สุดในประเทศจีน และมีท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปรียบเสมือน Hub ที่สนับสนุนการส่งออกของจีน ดังนั้น การขนส่งสินค้าส่วนใหญ่จึงเชื่อมโยงกับกระบวนการกระจายสินค้าทั่วโลก เพราะเป็นท่าเรือที่มีจำนวนเรือคับคั่งที่สุดในโลกด้วย

Istanbul: เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศตุรกี ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบ Bosporus ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลกที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป (ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส) และทวีปเอเชีย (ฝั่งอานาโตเลีย) อิสตันบูลกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับสังคมเมือง (Urbanization) ที่โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ผนวกกับข้อจำกัดทางด้านภูมิประเทศที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เกิดความขาดแคลนพื้นที่ราบและการแบ่งเขตเมืองโดยช่องแคบ Bosporus  อิสตันบูลมีบทบาทที่สำคัญทางการค้าเพราะเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อระหว่างการค้าของตะวันออก  ยุโรปและทะเลดำ (Black Sea) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ข้อจำกัดในการกระจายสินค้าในสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทางออกก็คืออิสตันบูลกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ พร้อมกับสนามบินใหม่และการย้ายโรงงานการผลิตต่างๆไปยังพื้นที่นอกชายฝั่งด้วย

อย่างไรก็ตาม 4 เทรนด์ที่กล่าวถึงข้างต้นถูกคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลต่อสังคมเมืองและกลไกทางด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเมื่อทุกอย่างเปลียนไปตามกาลเวลา ธุรกิจต้องอย่าลืมที่จะติดตามสถานการณ์และมองบวกเพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะทุกเหตุการณ์มักมีโอกาสซ่อนอยู่ เพียงแต่เราจะเห็นแล้วรีบคว้าไว้ก่อนที่มันจะสายไปหรือไม่เท่านั้นเอง

 

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน) กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, ideas.ted.com, transportgeography.org, world.honda.com, homecare-yamaguchi.co.jp, piaggiofastforward.com, Toyota-global.com, pexels.com

Share this post