ส่งสินค้าช่วงเทศกาล อย่างไรให้ประหยัด และ มีประสิทธิภาพ

ส่งสินค้าช่วงเทศกาล อย่างไร ให้มีประสิทธิภาพ

ในบทความนี้ จะมาแนะนำพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทั้งหลายเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะการ “ ส่งสินค้าช่วงเทศกาล ” ว่าทำอย่างไรให้ประหยัด และ ที่สำคัญส่งถูก ส่งทัน ไม่ทำให้ลูกค้าหัวร้อนแน่นอน

เทศกาลอย่างวันคริสมาส หรือ วันปีใหม่นั้นถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เรียกได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ยุ่งที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะลูกค้าต่างซื้อสินค้าเพื่อมาเฉลิมฉลองกันอย่างล้นหลาม ซื้อเยอะก็ต้องส่งเยอะ ผู้ให้บริการขนส่งเองก็ทำงานหนักในช่วงนี้เช่นกัน

แต่การจัดส่งในช่วงวันหยุดนั้นจะเพิ่มขึ้นตลอดทั้งฤดูกาล เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องมาดูงบประมาณ คุณอาจจะพบกับปัญหาที่ยอดขายมากขึ้น กำไรลดลงเพราะค่าขนส่งที่มากขึ้น ฉะนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณจะต้องหาวิธีที่จะ Optimize และทำให้ค่าขนส่งของคุณต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขอเตือนนิดนึงว่า ถูกที่สุด ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปกดดันผู้ให้บริการขนส่งให้ลดราคาให้เรา แต่จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ

วิธีเตรียมรับมือวันแห่งการส่งของที่ยุ่งที่สุด

จากผลกระทบของ Covid-19 ทำให้การขายของออนไลน์เพิ่มมากขึ้นถึง 43% และมีคาดการณ์ว่าจะยังควงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงช่วงเทศกาล จากที่เดิมที่ไม่มี Covid-19 ก็ยุ่งมากอยู่แล้ว ตัวจะขาดกันก็ตอนนี้แหละ

ฉะนั้นหากไม่เตรียมการ ตัวขาดจริง ๆ แน่ครับ ฉะนั้นผู้ให้บริการขนส่งหลาย ๆ รายจึงเลือกที่จะจ้างพนักงาน Part Time เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาพีค ยกตัวอย่างในต่างประเทศ FedEx ได้จ้างพนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 70,000 คน เพื่อรองรับปริมาณความต้องการขนส่งสินค้าที่จะพุ่งสูงขึ้นในช่วงเทศกาล ฉะนั้นในฐานะพ่อค้าแม่ค้า ที่ขายของ e-commerce เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ต้องมีนโยบายในการส่งสินค้าที่ชัดเจนให้กับลูกค้า

ขายได้มาก หมายความว่าเราจะมีรายได้เข้ามามาก ต้องส่งสินค้ามาก และแน่นอนว่า โอกาสในการเกิดปัญหาในการขนส่งก็มากตามไปด้วย และยังเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อีกด้วย สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อย่างเราทำได้ คือ การมีนโยบายในการจัดส่งสินค้าที่ชัดเจน โปร่งใส และ ให้ลูกค้าทราบได้ง่าย อาจจะเป็นการประกาศผ่าน Fan Page, IG, LINE OA, และ เว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีเทศกาล ยอดขายพุ่งสูงขึ้น เว็บไซต์จะมี Popup, Banner เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบเลยว่า เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงเทศกาล ทำให้มีลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้การจัดส่งสินค้าอาจล่าช้ากว่าปกติ เป็นต้น การทำแบบนี้ จะช่วยให้ลูกค้าเตรียมใจล่วงหน้า และไม่หัวร้อนเวลาได้ของช้า หรือจะร้อน ก็ร้อนน้อยกว่าการที่ร้านไม่บอกอะไรเลย

ซึ่งสิ่งที่คุณควรจะบอกลูกค้า จะต้องครอบคลุมเรื่อง

  • ผู้ให้บริการขนส่ง : ให้ลูกค้ารู้ว่าคุณใช้ผู้ให้บริการขนส่งรายใดบ้าง
  • ประเภทของการขนส่ง : ว่าเป็นแบบ Lead-Time, Next Day, Same Day หรือ Half day เป็นต้น
  • ระยะเวลาในการจัดการ : ให้จำไว้เสมอว่าการส่งสินค้า ไม่ใช่แค่การขนส่งจากจุด A ไป B แต่งานหลังบ้านที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหยิบของ แพ็คของ ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน
  • ราคาค่าขนส่ง : แจ้งนโยบายในการคิดราคาค่าขนส่งของคุณให้ชัดเจน เช่น ธรรมดาส่งฟรี, ส่งด่วนเพิ่ม 10 บาทต่อชิ้น เป็นต้น
  • กรอบเวลาในการจัดส่ง : ไม่ใช่ทุกคนชอบการเซอร์ไพรส์ แจ้งลูกค้าหน่อยว่า สินค้าจะจัดส่งภายเมื่อไหร่
    เช่น สินค้าจะจัดส่งถึงลูกค้าภายใน 3-5
  • การคืนสินค้า : การคืนสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดส่งและการยอมรับว่านี่คือการบริการลูกค้าที่ดี ลูกค้าจะต้องไม่มีกระบวนการคืนสินค้าที่ยากเกินไป และ จะต้องแจ้งให้ชัดเจนตั้งแต่ก่อนซื่อเลยว่า แบบไหนคืนได้ แบบไหนคืนไม่ได้

รู้ Deadline ในการจัดส่งสินค้า

บางทีคำถามที่พบบ่อยจากลูกค้าคือ“ คุณส่งสินค้าในช่วงวันหยุดหรือไม่ ” นอกเหนือจากการแสดงอัตราค่าจัดส่งปกติและข้อมูลการจัดส่งบนเว็บไซต์ของคุณแล้วสิ่งสำคัญคือต้องอัปเดตข้อมูลเหล่านี้สำหรับช่วงเทศกาลด้วย

การที่เราโปร่งใสกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดของผู้ให้บริการขนส่ง กับ วันหยุดของคุณเอง จะช่วยให้ลูกค้าพึงพอใจ และ ลดความตึงเครียดได้

จงระวังค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการ ส่งสินค้าช่วงเทศกาล

ในปีนี้ Covid-19 ทำให้เทศกาลต่าง ๆ เปลี่ยนไป จากที่ออกมาพบปะ สังสรรค์กัน แลกเปลี่ยนของขวัญกัน ก็เปลี่ยนไปเป็นบนโลกออนไลน์แทน ซึ่งการส่งของขวัญก็ต้องส่งก่อนจะถึงวันงาน ผู้ให้บริการขนส่งจะยุ่งขึ้นมากในช่วงนี้ ซึ่งอาจะเป็นเหตุให้เค้าขึ้นราคาค่าขนส่งในช่วงนี้ได้ โดยในบทความนี้จะไม่อ้างอิงว่า ผู้ให้บริการขนส่งเจ้าไหนขึ้นราคาอะไรอย่างไรบ้าง หากต้องการทราบในรายละเอียด อยากให้ลองไปศึกษาในเว็บไซต์ของแต่ละเจ้ากันครัย

แล้วจะทำอย่างไรให้ส่งสินค้าได้ในราคาที่ต่ำที่สุด โดยคงคุณภาพไว้ได้ ควรจะต้องพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ความเร็ว : ในปัจจุบันนี้ส่งเร็วได้เปรียบ ร้านไหนส่งได้เร็ว จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจมาก และ นั่นทำให้เกิดเป็รบรรทัดฐาน ลูกค้าจึงมีความคาดหวังที่จะได้รับสินค้าที่เร็วตามปกติ แต่ความเร็วในการขนส่งมาพร้อมกับต้นทุน ยิ่งต้องการด่วนก็ยิ่งต้องจ่ายแพง

2. ระยะทาง : โดยปกติแล้วผู้ให้บริการขนส่งเค้าจะมีเรทราคาอยู่ว่า ขนส่งภายในภาคเดียวกันเท่าไหร่ ขนส่งข้ามภาคเท่าไหร่ หรือแม้แต่การขนส่งไปยังเกาะ หรือ ที่ที่เข้าถึงยากมาก ๆ จะราคาเท่าไหร่ ยิ่งเข้าถึงยาก ยิ่งมีราคาสูงขึ้น

3. น้ำหนัก : พัสดุของคุณหนักหรือเบาเพียงใดจะส่งผลต่ออัตราค่าจัดส่ง เพราะ ผู้ให้บริการขนส่งบางรายคิดราคาค่าขนส่งจากน้ำหนักของพัสดุ บางรายไม่สนใจน้ำหนักสนใจแต่ขนาด หรือบางราย พิจารณาทั้งน้ำหนักและขนาด

4. ขนาด : เช่นเดียวกับในข้อ 3 คือ ต้องศึกษาการคิดราคาค่าขนส่งของผู้ให้บริการขนส่งแต่ละเจ้าให้ดี และ เลือกให้เหมาะสมกับสินค้า ยกตัวอย่างเช่น คุณขายสินค้าที่มีขนาดเล็ก แต่สินค้าของคุณมีน้ำหนักมาก แบบนี้คุณก็ควรเลือกส่งกับคนที่คิดราคาจากขนาด หรือ ถ้าสินค้าคุณขนาดใหญ่แต่เบามาก คุณก็ควรเลือกใช้บริการคนที่คิดราคาจากน้ำหนัก เป็นต้น

นอกจากนี้ อยากให้ดูเงื่อนไขในการรับประกันของแต่ละรายเพิ่มเติมด้วย ว่ารับประกันมูลค่าเท่าไหร่ สามารถทำเพิ่มได้หรือไม่ ถ้าสินค้าคุณมีมูลค่าสูง ก็ควรจะทำประกันเพิ่ม รวมถึงระบบในตามติดตามสถานะสินค้า รายไหน user friendly กับลูกค้ามากที่สุด และ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เป็น Hidden Cost

ฉะนั้นถ้าถามว่าส่งสินค้าในช่วงเทศกาลอย่างไรให้ถูกที่สุด ผมจะตอบได้ยากมาก เพราะ คำว่าถูกและแพงของแต่ละคนไม่เท่ากัน อยากให้พิจารณาร่วมกันกับปัจจัยข้างต้น แล้วเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจดูนะครับ

Fulfillment by SCG Logistics เรามีระบบที่คอยช่วยเหลือลูกค้าในการขายของออนไลน์ในทุก ๆ ช่องทาง ด้วยบริการที่ครอบคลุมไม่ว่าจะงานหน้าบ้าน หรือ งานหลังบ้าน ตั้งแต่ การจัดการร้านค้า การจัดการสินค้าคงคลัง การหยิบแพ็คส่งสินค้า และ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อต่อยอดธุรกิจ

สามารถคุยกับเราได้ที่
LINE : @scglfulfillment
Facebook : SCG Logistics
โทร : 02 586 6777 – 1

เรียบเรียงโดย : Blog.SCGLogistics
อ้างอิงบทความ และ รูปภาพจาก : easyship.com, freepik.com

Share this post