“ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต” ตัวอย่างของธุรกิจที่ปรับตัวจากการเกิดสังคมเมือง

จากบทความครั้งที่แล้วที่ได้นำเสนอเรื่อง “การเกิดสังคมเมือง” (บทความ : เมื่อเมืองกำลังโต (Urbanization)…การจัดการ Supply Chain ต้องคิดใหม่ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.59)  ซึ่งจะส่งผลกระทบกับการบริหารจัดการด้าน “Supply Chain” ที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เนื่องจาก “ความต้องการสินค้าและบริการ” ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภคท้องถิ่น ทำให้ร้านค้าน้อยใหญ่ต่างต้องหากลยุทธ์ในการปรับตัว เช่นเดียวกันกับ “ซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น”  ในเขตที่ Urbanization กำลังเติบโตอย่างจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการปรับตัวอย่างสิ้นเชิง จากตลาดห้างสรรพสินค้าที่มีการแข่งขันสูงเพราะมีผู้เล่นในตลาดเพิ่มขึ้น ห้างขนาดใหญ่ทั้งเครือเซ็นทรัล เทสโก้ รวมทั้ง community mall และ convenience store ต่างๆมากมาย

“กลุ่มตันตราภรณ์” หรือ “ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ต” ในปัจจุบัน (ต่อไปขอเรียกสั้นๆว่า ริมปิง) เปิดดำเนินธุรกิจห้างสรรพสินค้ามานานกว่า 60 ปี แต่เมื่อมีการแข่งขันจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ทำให้ริมปิงจำต้องปรับตัวตามสถานการณ์ตลาดเพื่อให้แข่งขันได้ ริมปิงตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในสถานการณ์ที่ธุรกิจกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานในการทำธุรกิจ นั่นคือ “การกลับมารู้จักตัวเอง” หรือการวิเคราะห์จุดแข็ง/จุดอ่อนของธุรกิจของตน (Strength, Weakness, Opportunity และ Threats – SWOT Analysis นั่นเอง) โดยเลือกที่จะดำเนินธุรกิจด้วยสิ่งที่ตัวเองถนัด หรือการเก็บ “Core Business” ไว้นั่นคือการบริหาร supermarket และตัดธุรกิจอื่นๆ หลังจากนั้นจึงคิดวิเคราะห์และพัฒนาสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้แก่ธุรกิจของตน จนเกิดเป็นแบรนด์ “ริมปิงซุปเปอร์มาเก็ต” และวาง Positioning ตัวเองเป็น “Hi-end supermarket” จับลูกค้ากลุ่มบน จนกระทั่งประสบความสำเร็จและสามารถขยายสาขาได้ 9 สาขาในเชียงใหม่ และอีกหนึ่งสาขาในประเทศลาว

“ริมปิงซูเปอร์มาร์เก็ต มุ่งมั่นที่จะทำให้การช้อปปิ้งประจำวัน เป็นประสบการณ์ที่งดงามและเพลิดเพลินใจ ผสมผสานราคาที่เป็นธรรม และมาตรฐานการดูแลลูกค้าในระดับสูง ด้วยความมุ่งมั่นอันยาวนานเพื่อสวัสดิการของชุมชนท้องถิ่นและเพื่อสิ่งแวดล้อม” ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ริมปิงยังส่งต่อจุดยืนของตนไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างชัดเขน ด้วยการดำเนินธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบตกแต่งร้านแต่ละสาขาอย่างโดดเด่น (Mood and tone atmosphere) และให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่างๆ เช่น ไม่มีโฆษณาสินค้าเสียงดัง แต่เปิดเพลงคลาสิค การวัดขนาดแสงไฟที่เหมาะสมในแต่ละ display ตอบโจทย์ที่ทำให้การจับจ่ายใช้สอยของลูกค้ากลายประสบการณ์ที่รื่นรมย์และน่าภูมิใจ อีกทั้งสินค้าบางอย่างไม่มีจำหน่ายอื่นด้วย และนั่นทำให้แม้มีบริการ online shopping แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ยังคงอยากเข้ามาเลือกสินค้าที่หน้าร้านอยู่ดี

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ริมปิงทำได้ดีและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างแตกต่าง นั่นคือ การเข้าใจและใส่ใจในสุขภาพของลูกค้าเป็นสำคัญ โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยของสินค้า การตรวจสอบผลผลิตสดที่นำเข้ามาเพื่อตรวจสอบยาฆ่าแมลง และสารพิษตกค้าง ที่สำคัญได้ใช้เทคนิคของการติดรหัส 5 สีที่สินค้าเพื่อบอกลักษณะการเพาะปลูกสินค้าในโครงการที่ชื่อว่า “Green Grocery project” หรือ “ผัก 5 สี” โดยเรียงจากสินค้าอินทรีย์ 100% (สีเขียว) ใช้ปุ๋ยเคมีปลอดยาฆ่าแมลงเฉพาะขั้นตอนปลูก (สีฟ้า) ใช้ปุ๋ยเคมีแบบปลอดยาฆ่าแมลง และหยุดใช้ก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน (สีเหลือง)  ใช้วิธีการปลูกแบบไฮโดรโพรนิก (สีขาว) ไปจนถึงการผลิตแบบส่งตลาดทั่วไป (สีแดง) เทคนิคนี้ช่วยให้ลูกค้ามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างดี    ยิ่งไปกว่านั้น  ริมปิงคัดเลือกสินค้าคุณภาพที่ผลิตโดยผู้ประกอบการรายเล็กในชุมชนท้องถิ่น แต่ขาด channel ในการกระจายสินค้า เข้ามาวางขายใน supermarket โดยติดสติกเกอร์ “Rimping select” เพื่อบ่งบอกว่าเป็นสินค้าในกลุ่ม talent project ตัวอย่างสินค้าได้แก่ ลำไยอบแห้งบ้านแคว take me home tomato แคบหมูกรอบแม่แจ่ม ข้าวแต๋นป้าเล็ก และถั่วงอกสดจากฟาร์มงอกเงย เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยชุมชนให้เจริญเติบโตไปพร้อมๆกับการดำเนินธุรกิจของตนอีกด้วย

 

ธุรกิจของริมปิงยังมีในส่วนของร้านอาหารแบบบิสโทร บาร์อาหารทะเลและหอยนางรม ร้านอาหารญี่ปุ่น และบาร์ไวน์ ตามมาด้วยมุมกาแฟชั้นเลิศ และมุมของกินเล่นที่สะดวกสบาย โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการชอปปิ้ง การรับประทานอาหาร และความบันเทิงที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสง่างาม และที่ขาดไม่ได้คือมีบริการส่งสินค้าถึงบ้านอีกด้วย

นอกจาก “การเข้าใจลูกค้า” “การเติบโตไปพร้อมกับคู่ค้า/ผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจ” แล้ว ริมปิงยังไม่ลืมที่จะดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยถุงพลาสติกสีส้มของริมปิง สามารถย่อยสลายได้ภายในแปดเดือน และหากลูกค้าไม่รับถุงพลาสติก ริมปิงจะหัก 50 สตางค์ เพื่อบริจาคให้โครงการเพื่อการกุศลของบริษัท ที่ชื่อว่า ‘Helping Hands’ โครงการนี้ช่วยสนับสนุนทุนการศึกษา นับว่าเป็นการทำธุรกิจแบบครบวงจรและเติบโตไปอย่างยั่งยืน

แม้จะจับตลาดลูกค้ากลุ่มเล็ก แต่ริมปิงเข้าใจ need และ concern ของลูกค้าตัวเองเป็นอย่างดี และสิ่งสำคัญที่เรียนรู้จากเคสของริมปิงนั่นก็คือ “การรักในสิ่งที่ทำ” เพราะทุกโครงการ ทุกสินค้า ทุกการบริการที่ริมปิงได้หยิบยื่นให้กับลูกค้าของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์อันรื่นรมย์ในการจับจ่ายซื้อของ อาหารชั้นเยี่ยม หรือตลอดจนความใส่ใจในทุกรายละเอียดแสดงให้เห็นว่าริมปิงเป็นตัวอย่างที่ดีของธุรกิจที่ปรับตัวและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ทำให้สามารถแข่งขันได้ท่ามกลางตลาดที่มีเปลี่ยนรวดเร็ว ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของริมปิงที่ได้ใส่ใจลงไปอย่างแท้จริง

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก  rimping.com, jive blog : UdornWeekly (Internal Communicattion)
 
Share this post