ประเทศไทย 4.0 … กับโอกาสด้านโลจิสติกส์

เป็นที่รู้กันดีว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงตั้งแต่ปี 2554 จากธนาคารโลก ซึ่งจะทำการประเมิณรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) โดยประเทศที่ถือว่ามีรายได้ในระดับดังกล่าวจะต้องเป็นประเทศที่มีรายได้เฉลี่ย 3,976 – 12,275 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 118,662 – 366,337 บาท) ประเทศไทยในเวลานั้นอยู่ที่ประมาณ 4,210 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 125,756 บาท)  ถือว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างมากซึ่งนำไปสู่การจัดอันดับดังกล่าวในเพียงหนึ่งชั่วอายุคนเท่านั้น

ประเทศไทยได้ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้ว 3 ช่วง กล่าวคือ ช่วงที่ 1 พัฒนาประเทศบนฐานรายได้ภาคเกษตรเป็นหลัก ช่วงที่ 2 พัฒนาประเทศโดยใช้อุตสาหกรรมเบาด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น (ทำให้ยกระดับจากประเทศรายได้ต่ำมาเป็นรายได้ปานกลาง) ช่วงที่ 3  หรือช่วงประเทศไทย 3.0 เป็นการเร่งรัดการผลิตใช้อุตสาหกรรมหนักเป็นตัวขับเคลื่อน ทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาก็คือการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหนักและแรงงานเข้มข้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากรายได้ปานกลาง จึงเกิดเป็น “โมเดลประเทศไทย 4.0” ขึ้นนั่นเอง

แล้วมันคืออะไร? “โมเดลประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand Economic 4.0” คือนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เป็นนโยบายที่วางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยใช้แนวทางการขับเคลื่อนแบบ “ประชารัฐ” (ลักษณะของคณะทำงานร่วมรัฐ-เอกชน-ประชาชน) ที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาคเอกชน สถานศึกษาและสถาบันการเงินต่างๆที่จะมาทำงานร่วมกัน โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจนทำให้หลุดพ้นจากการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางในที่สุด โดยโมเดลดังกล่าวมีประเทศเกาหลีใต้เป็นแบบอย่างที่ดำเนินการได้สำเร็จมาแล้ว

โมเดลประเทศไทย 4.0 เป็นการพัฒนาแบบ “Value-added Economy” ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (แทนที่จะเป็นสินค้าแบบ Commodity) เน้นเทคโนโลยี (แทนที่จะเป็นอุตสาหกรรม) และเน้นการบริการ (มากกว่าขายสินค้า) เป้าหมายหลักของรัฐอยู่ที่5 อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีองค์ความรู้ และศักยภาพที่จะพัฒนาต่อยอดได้ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรและไบโอเทคโนโลยี (Food, Agriculture & Bio-tech) กลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ (Health , Wellness &Bio-Medical) กลุ่มอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะ และหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Smart Devices Robotics &Mechatronics) กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล พัฒนาระบบการสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ (Digital &Embedded Technology) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการเพิ่มมูลค่าการบริการ (Creative, Culture &High Value Service)

โดยกลุ่มประชารัฐที่จะเป็นเสมือนคณะกรรมการในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวมีทั้งหมด 12 ชุด มีจำนวนกรรมการรวมทั้งสิ้นมากกว่า 200 คน โดยในจำนวนนั้นมาจากภาคเอกชนถึง 73% กลุ่มประชารัฐแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ “คณะทำงานขับเคลื่อน 7 ด้าน” ( กลุ่ม Value-Driver-7D) ได้แก่ (1) ด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ (2) ด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (SMEs & Start-up) (3) ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและ MICE (4) ด้านการส่งเสริมการส่งออกและด้านการลงทุนในต่างประเทศ (5) ด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve) (6) ด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ และ (7) ด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ และ “คณะทำงานปัจจัยสนับสนุน 5 ด้าน”  (กลุ่ม Enable Drivern-5E) ได้แก่ (1) ด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (2) ด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (3) ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ (4) ด้านการปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ และ (5) ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ทั้งนี้ กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของประเทศ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ เครือซิเมนต์ไทย ไทยเบฟ ฯลฯ ได้เข้าไปมีบทบาทในกรรมการชุดต่างๆเกือบทุกชุดด้วย

กลุ่มประชารัฐที่จะเกี่ยวข้องกับการจัดการด้านโลจิสติกส์มีหลายกลุ่ม เนื่องจากโลจิสติกส์เป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยในบทความนี้จะขอกล่าวถึงตัวอย่างเพียง 2 กลุ่มก่อน รายละเอียดเพิ่มเติมหากมีโอกาสจะหยิบขึ้นมาให้ท่านได้ติดตามกันต่อไป

D5: คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve)

จากที่ประเทศไทยมีความสามารถด้านการส่งออกลดลงอย่างต่อเนื่อง และพบแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากไปในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จึงต้องดำเนินมาตรการต่างๆเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันที่ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนใหม่ที่ทันสมัย เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการผลิตไปสู่การผลิตสมัยใหม่ที่ใช้ความรู้การผลิตขั้นสูงที่มีมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ (Knowledge based Industry) คณะทำงานนี้มีเป้าหมายที่จะพัฒนา 10 อุตสาหกรรมที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต โดย 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็น New S-Curve ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม การแพทย์ครบวงจร ขนส่งและการบิน และเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ในขณะที่อีก 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพเป็น S-Curve ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร

โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ถือเป็น New S-Curve ของประเทศที่ประสบความสำเร็จในอดีต สามารถทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานสร้างรายได้ ผลักดันการลงทุนตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ ในระยะแรกชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกควรเป็นพื้นที่หลักในการส่งเสริมการพัฒนา เนื่องจากมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของ AEC ควรพัฒนาต่อยอดสร้างเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ของธุรกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมให้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันลดอุปสรรคเพื่อพัฒนาห่วงโซ่มูลค่า (Value chain) และข้อกฎหมายสนับสนุนการลงทุน การสร้างนวัตรรมและผู้ประกอบการรายใหม่ (Start-Ups) ซึ่งควรเร่งรัดให้ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรีและฉะเชิงเทรา เป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (แต่ละจังหวัดจะมีเป้าหมายที่เชื่อมโยง เช่น ฉะเชิงเทราจะเป็นเมืองน่าอยู่ รองรับการขยายตัวของกรุงเทพฝั่งตะวันออก ในขณะที่ ศรีราชา-แหลมฉบังจะเป็นเมืองอุตสาหกรรมผลิตสมัยใหม่ เพื่อเชื่อมสู่การผลิตภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงและอาเซ๊ยน เป็นต้น) ที่มีการกำกับดูแลโดยมีองค์กรส่วนกลางจัดทำนโยบายและอำนวยความสะดวกการลงทุน คณะทำงานได้จัดกรอบในการดำเนินงานออกเป็น 5 กลุ่มคือ (1) อุตสาหกรรมต่อยอดในพื้นที่เดิม ที่ตั้งในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (2) Bioeconomy เน้นการพัฒนาจากเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรม (3) Digital Economy มุ่งเน้นขับเคลื่อนเรื่อง e-Commerce ทบทวนกฎหมายและกลไกที่เกี่ยวข้องและส่งเสริมผู้ประกอบกร e-Commerce โดยมีแหล่งความรู้ผู้ประกอบการด้วย (4)อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ โดยยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้เข้าสู่ Industry 4.0  และ (5) อุตสาหรกรรมระบบโลจิสติกส์ เน้นการขับเคลื่อนระบบขนส่งในภาพรวมเพื่อสร้างความเชื่อมโยงสู่การเป็นศูนย์รวมกิจการโลจิสติกส์และเชื่อมโยงกับระบบ e-Commerce ในภูมิภาค  และนั่นหมายถึง จะมีการพัฒนา infrastructure ทางด้านโลจิสติกส์ที่จะทำให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดำเนินการได้อย่างไม่ติดขัดต่อไป

ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยยังมีอีกมาก แต่ขอสรุปคร่าวๆดังนี้ New S-Curve มุ่งสร้างพื้นที่รองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายโดยใช้เขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือเรียกว่า เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Thailand’s Eastern Corridor) เป็นพื้นที่หลักเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดหลีกเลี่ยงการติดกับดักรายได้ปานกลาง ในขณะทีต้องการกระจายรายได้สู่ทุกภาคส่วนในประเทศ นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย นวัตกรรมมาต่อยอดความเข้มแข็งของประเทศในด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ และผลักดันการสร้างมูลค่าเพิ่มจากพืชที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว คืออ้อย และมันสำปะหลัง เป็นพืชนำร่องไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืน และใช้ Eastern Seaboard Model  เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อน Bioeocnomy ควบคู่กับการบริหารงานแบบประชารัฐนั่นเอง

D2: คณะทำงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (SMEs & Social Enterprise)

เป้าหมายของคณะทำงานฯนี้ คือการเพิ่มรายได้สัดส่วนใน GDP ของ SMEs ให้ถึงสัดส่วน 50% ของ GDP ประเทศภายในปี 2563 และมูลค่าการส่งออกของ SMEs ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5% ต่อปี นอกจากนี้ SME จะต้องเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 50,000 รายต่อปีด้วย คณะทำงานฯได้กำหนดแนวทางการพัฒนาและได้จัดตั้งคณะทำงานย่อยย 3 คณะ ได้แก่  การพัฒนา SME  การพัฒนา Start-up/IDE (Integrated Development Environment) และการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม SE (Social Enterprises)  และได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือ (MOU) “สานพลังประชารัฐส่งเสริม SMEs Start-up &  Social Enterprises” ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรกว่า 67 หน่วยงาน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านโครงการพี่ช่วยน้อง (Big Brother) เพื่อผู้ประกอบการฯให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเพื่อส่งเสริมช่องทางตลาด e-Commerce แก่ผู้ประกอบการฯ นอกจากนี้เพื่อสนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศ (Eco-system) ให้แก่ผู้ประกอบการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE Start-up) อีกด้วย  สำหรับโครงการพี่ช่วยน้อง เป็นการให้บริษัทรายใหญ่ อาทิ SCG และ BJC ช่วยดูแลเสมือนหนึ่งเป็นพี่เลี้ยงให้กับ SMEs โดยให้คำแนะนำและส่งเสริม SMEs ไทยในการขยายตลาดส่งออกและลงทุนในต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมต่างๆ จัด Business Matching กับผู้จัดจำหน่ายสินค้าในต่างประเทศ โดยเริ่มจากตลาดเวียดนามและกัมพูชา

ตัวอย่างผลงานที่เกิดขึ้นจากคณะทำงานฯ นี้คือ การจัดงาน Start Up Thailand เมื่อปลายเดือนเมษายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับเป็นก้าวแรกที่จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และ SME ที่กำลังมองหาช่องทางธุรกิจต่างๆ และบรรยากาศภายในงานเป็นการจัดงานแบบใหม่ที่คึกคักทีเดียว

ในอนาคตเราคงจะได้เห็นการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในขณะที่การจัดการด้านโลจิสติกส์ย่อมต้องเตรียมรับมือกับธุรกิจทีจะเติบโตไปในอนาคต โดยวางแผนการพัฒนาการขนส่งชายแดน (Cross border Logistics) การบริการส่งออก/นำเข้าสินค้า ตลอดจนจัดหาคลังสินค้าหรือต่อไปอาจจะกลายเป็น “Fulfillment Center” เหมือนที่เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ (อ้างถึงบทความเรื่อง “Startupธรกิจแนวใหม่…กับโลจิสติกส์ในอนาคต) เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจ SMEs และ Startup มีศักยภาพในการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ ในการผลักดันโมเดลตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ประเทศไทยจะต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นการผลิตโดยใช้แรงงาน เครื่องจักรและทรัพยากรต้องเปลี่ยนเป็นการผลิตบนฐานความรู้และเทคโนโลยี (Technology Base) การพัฒนาภาคบริการ รวมทั้งต้องมีการปฏิรูปการวิจัยและพัฒนา ดึงสถาบันวิจัยระดับโลกเข้ามาตั้งในประเทศไทย และการปฏิรูประบบการศึกษา ต้องเน้นไปที่การสร้างแรงงานที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี เพื่อสอดคล้องกับแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต เราคงจะต้องดูกันต่อไปว่า แผนพัฒนาระดับชาติที่เป็นเป้าหมายสำคัญอย่างหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนี้จะสำเร็จอย่างสวยงามหรือไม่ สิ้งสำคัญคือ ความสามัคคีของคนในชาติ ที่จะรวมแรงรวมใจช่วยกันผลักดันให้ประเทศเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยไม่แตกแยกและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนจนลืมไปว่า “เราก็เป็นคนไทยด้วยกัน” 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก  worldbank.org, bangkokbiznews.com , facebook.com (account tbiothai.net) , pixabay.com (account : gracelynn, JRjr1, eak_kkk, Peggy_Marco, sharonang), thailandstartup.org
Share this post