ธุรกิจอยากแข่งกับเวลา ควรใช้บริการคลังสินค้าหรือทำสต๊อกเอง?

ในยุคที่อะไร ๆ ก็ต้องแข่งขันกับเวลา แล้วถ้า E-Commerce อยากสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า จะเลือกประหยัดทั้งต้นทุนและเวลาตั้งแต่ขั้นตอนการทำสต๊อกสินค้าได้หรือไม่?

หนึ่งในอุปสรรคที่ผู้ประกอบธุรกิจ ทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายสินค้าต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้สำนักงาน หรือแม้แต่อาหารและยาที่ต้องกระจายสินค้าให้กับคู่ค้ารายอื่น ๆ ยิ่งในยุคที่มีการสั่งซื้อสินค้าระหว่างธุรกิจกับธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์กันมากขึ้น สืบเนื่องมาจากการเติบโตของธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ที่กำลังซื้อของผู้บริโภคมีอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ต้องมีการจัดการกับสินค้าในสต๊อกจำนวนมาก ซึ่งหมายความว่า คุณจะต้องมีทั้งพื้นที่และงบประมาณมากพอในการเป็นเจ้าของคลังสินค้าสักแห่ง แล้วการเลือกทำสต๊อกเองโดยใช้แรงงานของบริษัทจะคุ้มค่าและช่วยคุณประหยัดงบด้านโลจิสติกส์ได้จริงหรือไม่ หรือควรตัดสินใจเลือกใช้บริการคลังสินค้าเพื่อแบ่งเบาภาระ? 

วิธีการทำธุรกิจในรูปแบบไหนจะเหมาะสมกับการทำงานมากที่สุด และจะช่วยให้คุณเติบโตได้ในระยะยาว SCG Logistics พร้อมมาไขข้อสงสัยให้ผู้ประกอบการแล้ว 

warehouse using selective rack to store products for better product safety and efficiency

รู้จักประเภทหลัก ๆ ของบริการคลังสินค้าเพื่อการเลือกใช้งานที่เหมาะสม

เพราะคลังสินค้าไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว ดังนั้นก่อนอื่น เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า 4 ประเภทหลัก ๆ เพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติมกันก่อน 

  1. คลังสินค้าสาธารณะ (Public Warehouse) เป็นบริการคลังสินค้าที่เปิดให้ผู้อื่นมาเช่าพื้นที่ในคลังร่วมกัน บางแห่งอาจมีระบบการจัดการคลังสินค้าหรือใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยในการจัดการ สามารถเลือกระยะเวลาเช่าและพื้นที่ได้ตามต้องการ
  2. คลังสินค้าส่วนตัว (Private Warehouse) เป็นคลังที่ธุรกิจเอกชนสร้างขึ้นเพื่อจัดการสต๊อกของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้เปิดให้ผู้อื่นเช่าเพื่อเอากำไร
  3. คลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) คือคลังที่ใช้เก็บสินค้านำเข้าได้โดยยังไม่ต้องเสียภาษีอากรจนกว่าจะนำสินค้าออกมา ซึ่งระยะเวลาในการจัดเก็บขึ้นอยู่กับการยื่นคำร้องต่อกรมศุลกากร เช่น การทำ Cross Border E-Commerce จากไทย ไปจีน ซึ่งผู้ขายสามารถส่งสินค้าไปเก็บยังคลังทัณฑ์บนในประเทศจีนเพื่อรอคำสั่งซื้อจากลูกค้า แล้วจึงค่อยหยิบ แพ็ค และจัดส่งไปยังปลายทาง
  4. ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) อาจกล่าวได้ว่าเป็นคลังสินค้าแบบชั่วคราวที่มีไว้ส่งต่อสินค้าที่มาจากคลังสินค้าแห่งหนึ่งไปยังปลายทางที่กำหนด ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการกระจายสินค้า

ทำสต๊อกเอง VS. ใช้บริการคลังสินค้า แบบไหนคุ้มกว่า?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า คนทำธุรกิจหลาย ๆ คนมีมุมมองต่อการ “จ้าง” บริษัทภายนอกเข้ามาบริหารจัดการกระบวนการบางอย่างภายในบริษัทว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่สามารถลดได้โดยการใช้คนในบริษัทจัดการเอง แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะ “ต้นทุน” ในการทำธุรกิจอาจไม่ได้มีเพียงแค่เงิน แต่ยังรวมไปถึงเวลาและทรัพยากรด้านอื่น ๆ อีกด้วย การจัดการสต๊อกสินค้าก็เช่นกัน บางธุรกิจเลือกเป็นเจ้าของคลังสินค้าของตัวเอง ในขณะที่บางธุรกิจเลือกเช่าและใช้บริการคลังสินค้ากับบริษัทโลจิสติกส์อื่นๆ สำหรับในยุคที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดแบบนี้ คุณจึงควรศึกษาทั้งข้อดีและข้อเสียให้พร้อมก่อนตัดสินใจ

การทำสต๊อกเอง

  • การทำสต๊อกเองมีข้อดี คือ คุณมีอิสระในการจัดการคลังอย่างเต็มที่ เลือกทำเลที่สะดวกได้ตามใจ ไม่ต้องเก็บสินค้ารวมกับคนอื่น และยังเหมาะกับการลงทุนเพื่อใช้งานในระยะยาว 
  • แต่มุมมองอีกด้าน คือ คุณจะต้องมีพื้นที่ในการสร้างโกดัง และมีงบประมาณในการติดตั้งระบบต่าง ๆ ให้เหมาะกับสินค้าที่จะจัดเก็บ และง่ายต่อการแบ่งประเภทของสินค้า ซึ่งเทคโนโลยีที่จำเป็นในคลังสินค้านั้นมีราคาค่อนข้างสูง ทั้งระบบ WMS (Warehouse Management System), OMS (Order Management System) ตลอดจนระบบอื่น ๆ เช่น การควบคุมอุณหภูมิสำหรับสินค้าที่ต้องเก็บรักษาเป็นพิเศษ หรือการกระจายสินค้าไปยังจังหวัดต่าง ๆ
  • นอกจากนี้ คุณยังต้องเผื่องบประมาณเอาไว้อีกหนึ่งก้อนสำหรับค่าบำรุงรักษาคลังสินค้าและเทคโนโลยีเหล่านั้น และยังต้องจ้างพนักงานดูแลระบบอีกด้วย ซึ่งหากคุณจัดการได้ไม่ดีพอ อาจส่งผลกระทบต่อการจัดส่งที่ล่าช้า และทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อบริการของคุณ

การใช้บริการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า

  • เป็นการจ้างบริษัทภายนอกให้เข้ามาดูแลกระบวนการจัดเก็บและขนส่งสินค้าออกไปยังลูกค้าหรือคลังสินค้าลำดับอื่น ๆ ที่อยู่คนละพื้นที่ ซึ่งในระยะแรก อาจทำให้รู้สึกถึงความไม่ยืดหยุ่นในการใช้บริการบ้าง รวมถึงยังต้องชำระค่าบริการตามที่บริษัทนั้น ๆ กำหนดเอาไว้ 
  • อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อดีที่สามารถหักล้างกับส่วนนี้ได้ นั่นก็คือ สามารถช่วยประหยัดเวลาในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ไม่ต้องลงทุนกับอุปกรณ์ และ เทคโนโลยีระดับมืออาชีพ เช่น ระบบหยิบสินค้าอัตโนมัติ และระบบการติดตามสินค้าอย่างละเอียดทุกขั้นตอน 
  • ถึงแม้คุณจะไม่มีศูนย์กระจายสินค้าของตัวเอง แต่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์มีคลังสินค้าตามหัวเมืองและจังหวัดต่าง ๆ ที่คุณสามารถใช้บริการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการกระจายสินค้าได้เป็นอย่างดี 
  • นอกจากนี้ เมื่อธุรกิจขยายตัวขึ้น คุณอาจต้องการพนักงานเพิ่มเพื่อแพ็คและจัดส่งสินค้าให้ทันตามความต้องการ และแน่นอนว่าต้องมีพื้นที่ในการจัดเก็บสต๊อกสินค้าที่ใหญ่ขึ้นตามจำนวนออเดอร์อีกด้วย การใช้บริการคลังสินค้าจะช่วยตัดความกังวลในข้อนี้ทิ้งไป เพราะผู้ให้บริการจะเป็นคนดูแลในเรื่องนี้แทน ตามมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
warehouse staffs are discussing about how to improve warehouse process and effieiency

“เวลา” จะไม่เป็นอุปสรรค แค่รู้จักเลือกบริการคลังสินค้าให้เป็น

หากคุณต้องการก้าวไปข้างหน้าเหนือกว่าคู่แข่ง ความเร็วที่มาพร้อมความละเอียดรอบคอบต้องมาเป็นอันดับแรก ๆ ดังนั้น หากสามารถลดขั้นตอนการทำงานหรือประหยัดเวลาตรงไหนได้ก็ถือว่าช่วยลดต้นทุนไปได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งการใช้บริการคลังสินค้ากับบริษัทโลจิสติกส์มืออาชีพก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยประหยัดเวลาได้เช่นกัน เทคนิค คือ ให้เลือกเช่ากับบริษัทที่มีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่มีเครือข่ายครอบคลุม กระจายอยู่ตามภูมิภาคที่เราต้องการจัดส่ง เพราะจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมโยงกับบริการขนส่งหลายเจ้าหลายพื้นที่

นอกจากนี้ หากคุณทำธุรกิจประเภทอุปกรณ์ไอที อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า สามารถมองหาคลังสินค้าที่มาพร้อมกับบริการโลจิสติกส์สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของคุณเองได้ เช่น บริการซ่อมบำรุงรักษาเบื้องต้น บริการประกอบสินค้า หรือ การถอดชิ้นส่วนอะไหล่จากเครื่องที่เสีย เพื่อนำมาใช้เป็นอะไหล่ทดแทน ก็จะช่วยให้คุณลดต้นทุนทั้งเรื่องงบประมาณและเวลา ผ่านบริการที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น One Stop Service 

การแข่งขันกับเวลาเพื่อลดต้นทุนและสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ก้าวเข้าสู่โลก E-Commerce นั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง คือ กระบวนการต่าง ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของสินค้าและบริการ ในทางกลับกัน ควรช่วยเพิ่มจุดเด่นให้กับธุรกิจของคุณด้วย ซึ่งการจัดการสต๊อกสินค้าเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อประหยัดต้นทุนในเรื่องเงินและเวลาได้มากขึ้น แถมยังมีข้อได้เปรียบพร้อมสู้กับคู่แข่งในเรื่องความสะดวกรวดเร็วในการกระจายสินค้าและความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่โลจิสติกส์ หากคุณกำลังมองหาผู้ช่วยที่ตอบโจทย์ความต้องการในการพัฒนาธุรกิจของคุณ SCG Logistics พร้อมมอบบริการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย ตรงตามความต้องการ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

อ้างอิงรูปภาพและบทความจาก : SCGLogistics, easyship.com, shiprocket.in

Share this post