ความหวังใหม่ของพลังงานสะอาดในปี 2020 !!

____________________________________________________

In Brief

พลังงานสะอาดเป็นประเด็นที่นานาประเทศต่างหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และพยายามหานวัตกรรมในการผลิตเพื่อทดแทนพลังงานที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อโลกอย่างมาก การพัฒนานวัตกรรมต่างๆดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตอันใกล้เราคงไม่ได้เห็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื่อเพลิงจากฟอสซิลบนท้องถนนอีกต่อไป !!

___________________________________________________

มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2020 ราคาน้ำมันจะซบเซาลง เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่ออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการของผู้ใช้งาน หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้บริโภคมีทางเลือกในเรื่องพลังงานสะอาดมากขึ้นจากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากขึ้นในอนาคต  และ 4 การพัฒนาที่สำคัญต่อไปนี้ที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

1. แบตเตอรี่ใหม่ของ Toyota :  ในอดีตความมุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานสะอาดและการ balance ราคาน้ำมันได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในขณะที่ลมและแสงอาทิตย์ที่นำมาผลิตพลังงานมีมากเพียงพอ แต่แบตเตอรี่ที่ใช้ในการเก็บพลังงานเหล่านั้นไม่สามารถเก็บพลังงานเพื่อใช้งานให้ได้นานขึ้นได้ จนกระทั่งในปี 2014  การผลิตแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ได้เกิดขึ้นซึ่งเป็นการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

Toyota บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่นได้เปิดเผย “Solid-state battery” นวัตกรรมแบตเตอรี่ใหม่ที่จะเริ่มใช้กับรถยนต์ในปี 2020 ซึ่งแบตเตอรี่ใหม่นี้จะแทน “Lithium-ion Battery (with solid electrolyte)”  ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ใหม่นี้มีขนาดเล็กกว่าแบตเตอรี่ทั่วไปแต่สามารถใช้งานได้นานขึ้น นั่นคือ สามารถขับขี่รถยนต์ได้ถึงสองรอบก่อนที่จะชาร์จพลังอีกครั้ง แถมยังใช้ระยะเวลาในการชาร์จเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เมื่อเทียบกับของเดิมที่ต้องใช้เวลาทั้งคืนเลยทีเดียว เจ้าแบตเตอรี่ตัวนี้ยังถูกผลิตด้วยวัสดุที่สามารถนำมา Recycle ได้ ซึ่งใช้ได้ทั้งในรถยนต์และในบ้าน อย่างไรก็ตามทาง Toyota ยังไม่ได้ระบุถึงสารเคมีที่ใช้ภายในแบตเตอรี่ แต่มีการคาดเดาว่าใช้ “Sodium” แทน ”Lithium” ซึ่งนั่นจะทำให้ได้พลังงานมากขึ้นถึง 3 เท่า

2. การติดตั้ง Solar Cell : ประเทศจีนได้มีการติดตั้ง Solar Cell มากกว่าแผนที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2020 แล้ว โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาสามารถผลิตพลังงานได้สูง 10.52 Gigawat ซึ่งนั่นจะทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกครั้งในปีหน้า (ในขณะที่ในออสเตรเลียสามารถผลิตได้เพียง 6 Gigawat)

3. Thorium ของประเทศจีน

พลังงานนิวเคลียร์จากทอเรียม (Thorium) ผ่านเครื่องปฏิกรณ์ (Liquid Fluoride Thorium Reactors -LFTR),หรือเทคโนโลยี Molten Salt Reactor (MSR), เป็นเสมือนคำมั่นสัญญาที่จะลดของเสียจากการผลิตพลังงานสะอาดตามความต้องการที่เกิดขึ้นมากมาย เช่นเดียวกับความสามารถในการแปรรูปกากกัมมันตภาพรังสีจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่ให้มีสารกัมมันตภาพรังสี ในการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย เนื่องจาก MSRs มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับความต้องการด้านความปลอดภัย (Safety) ความปลอดภัยด้านวิศวกรรมและข้อกำหนดของโรงงาน จึงคาดการณ์ว่าจะถูกติดตั้งเพิ่มมากขึ้นในปี 2020 ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดที่ปราศจากคาร์บบอนฯทั้งในชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม 

โดยจีนได้เข้าร่วมพิธีลงนามเมื่อเดือนกันยายนปี 2016 กับบริษัท SNC-Lavalin ของประเทศแคนาดา (บริษัทผู้ให้บริการ Engineering, Procurement and Construction (EPC) ในภาคอุตสาหกรรมรวมทั้งเหมืองแร่ โลหะ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนพลังงานสะอาดต่างๆ) ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ CANDU (CANada Deuterium Uranium การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบแรงดันสูงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า) เพื่อทำข้อตกลงในการติดตั้งโรงงาน MSR สองแห่งใกล้เซียงไฮ้ ในประเทศจีน ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของจีนได้อย่างดี ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จภูมิภาคนี้ก็จะมีความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

4. การหยุดขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากฟอสซิลภายในปี 2583: การดำเนินตามเส้นทางพลังงานสะอาดของเยอรมนีทำให้ประเทศฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรได้สั่งห้ามผลิต/นำเข้าระบบเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่ปี 2583 (ค.ศ. 2040) เป็นต้นไป ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของประเทศฝรั่งเศสในการประชุม Paris 2015 จากบทความที่เคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้ (ในบทความเรื่อง Paris 2015: บทสรุปจากที่ประชุม “The 2017 solution” )

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีเรื่องการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดอื่นๆในสหรัฐอเมริกาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Hyperloop หรือ รถยนต์ Tesla ของ Elon Musk ซึ่งเป็นเครื่องหมายยืนยันการเกิดขึ้นของ “GigaFactory” ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคสำคัญสำหรับการพัฒนาเรื่องต่างๆให้สอดคล้องกับ Paris 2015 อยู่อีก นั่นคือ การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาในปี 2563 (ค.ศ. 2020) เนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีคนปัจจุบันนั้นแน่วแน่ที่จะยกเลิกข้อตกลงและถอยหลังกลับเข้าสู่การผลิตพลังงานแบบเดิมโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นถ่านหินและน้ำมันเบนซิน การเลือกตั้งในปี 2563 จึงถือเป็นจุดสำคัญซึ่งหากยังคงเป็นประธานาธิบดีคนเดิม ก็อาจกล่าวได้ว่าเงินอุดหนุนของรัฐบาลกลางกลายเป็นแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกอัตโนมัตินั่นเอง คงต้องรอดูต่อไปว่าความพยายามเรื่อง “Green Energy” ของหลายๆประเทศในโลกนี้จะได้ผลดีมากน้อยเพียงใด ซึ่งคาดหวังว่าเทคโนโลยีใหม่ๆจะทำให้เราได้ค้นพบพลังงานบริสุทธิ์ที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกได้โดยเร็ว ที่สำคัญก็คือ ทุกคนต้องช่วยกัน!!

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน) กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก cnbc.com, techcrunch.com, forbes.com, extremetech.com, independent.co.uk, pexels.com

Share this post