การขนส่งทางน้ำ : ความลับของประตูเศรษฐกิจ

Shipping service by sea freight deported for transportation

   ในสงครามโลกครั้งที่สอง พันธมิตรรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะได้รับชัยชนะได้ หากไม่มีระบบโลจิสติกสที่เหนือกว่า หากคุณคิดว่า กลยุทธ์นี้ช่างเลิศล้ำจริงๆเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว  แต่กลยุทธ์นี้ได้เกิดขึ้นในประเทศจีนมากว่ายี่สิบห้าศตวรรษด้วยซ้ำ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าไรนักเนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยีและ Know-how มากเหมือนทุกวันนี้  ปัจจุบันนี้ “Grand Canal” ของจีนได้เป็นมรดกโลก โดยถือเป็นทางน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ยาวที่สุดในโลกประมาณ 1,776 กิโลเมตร (1,104 ไมล์) โดยแต่ก่อนใช้เป็นเส้นทางในการขนสิ่งของ อาหารและเครื่องใช้ของราชวงศ์ต่างๆ และยังใช้ในทางโลจิสติกส์จนถึงปัจจุบัน 

   นักประวัติศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ทั้งทางน้ำ/ทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นการเปิดประตูทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค เนื่องจากมีผลประโยชน์ต่างๆ เกิดขึ้นมากกว่าช่องทางอื่นๆ ดังนี้

  1. ในอดีตทรัพยาการที่ขาดแคลน/สิ่งของที่จำเป็นที่ไม่สามารถหาได้ในประเทศจะไม่คุ้มค่าที่จะนำเข้ามาในประเทศ ยกเว้นจะนำเข้าโดยการขนส่งมาทางน้ำ เนื่องจาก การขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักมากทางน้ำ ค่าขนส่งต่อหน่วย/รายการจะน้อยลงอย่างมาก ปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งต่อหน่วย/รายการดังกล่าวถูกลง เช่น ต้นทุนค่าพลังงานที่ใช้ไป เวลาในการเดินทาง (Voyage Time) ค่าใช้จ่ายในการดูแลสินค้า (Handling Force) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ และรวมถึงปริมาณสินค้าที่สามารถขนส่งได้ในปริมาณมาก แต่การขนส่งทางน้ำ/ทะเลมักจะขึ้นอยู่กับกระแสลม กระแสน้ำ และแสงอาทิตย์เป็นตัวผลักดันการขับเคลื่อน ซึ่งถือเป็นการขนส่งด้วยพลังงานสะอาด
  2. จากที่กล่าวมาแล้วว่า การขนส่งทางน้ำ/ทะเล ทำให้สามารถขนส่งทรัพยากรที่ขาดแคลนจากต้นกำเนิดทีอยู่ห่างไกลได้ เช่น น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง เหล็ก แร่ และสินค้าเกษตรต่างๆด้วยต้นทุนค่าขนส่งที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือ สามารถขนส่งไปยังปลายทางที่การขนส่งทางบกต่างๆไม่สามารถเข้าถึงได้ ในปี 1820 เมื่อระบบรถไฟกำลังรุ่งเรือง การใช้รถไฟไอน้ำในดูเหมือนเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเป็นการนำเข้า/ส่งออกข้ามแดนที่สำคัญด้วย แต่เมื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของการคมนาคมไม่สามารถไปถึงได้จนทำให้ไม่สามารถขนส่งได้ การขนส่งทางน้ำ/ทะเลเป็นเพียงทางออกเดี่ยวในการขนส่งเท่านั้น 
  3. ในอดีตชาวอเมริกันฝันที่จะมีบ้านหลังใหญ่ในเขตชานเมืองที่มีรั้วไม้สีขาวและที่จอดรถเพียงสองคัน แต่ในศตวรรษที่ 21 ชาวอมเริกันกลับอยู่ในเมืองใหญ่ที่มียวดยานพาหนะมากมาย และไม่มีถนนเส้นไหนที่สามารถขับด้วยความเร็วเกินกว่า 20 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามปกติในรายงานของ McKinsey Center for Business and Environment กล่าวว่า เจ้าของรถยนต์ในมหานครต่างๆเช่น ลอนดน เซี่ยงไฮ้และนครนิวยอร์กจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2030 ถนนหนทางต่างๆจะหนาแน่นและแออัด (แต่ไม่มีการรายงานถึงการขนส่งทางน้ำเพื่อนำมาเปรียบเทียบ) ดังนั้น การขนส่งทางบกจะลดลง เพราะถูกจำกัดโดยการคำนวณว่าการขนส่งในโหมดไหนดีที่สุด เพื่อลดความแออัดในระบบและลดมลพิษจากรถบรรทุกสินค้าด้วย
  4. สินค้าที่ไม่เน่าเสีย (Nonperishable Goods) ไม่ได้ต้องการการขนส่งไปถึงปลายทางที่รวดเร็วในทันที การขนส่งในเวลาที่เหมาะสมด้วยต้นทุนที่ต่ำลงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากกว่า ดังนั้น การขนส่งทางน้ำ/ทะเลสามารถช่วยผู้ประกอบการให้มี “Cost saving” ได้บ้าง นั่นคือ การขนส่งสินค้าไม่เน่าเสียในปริมาณมากด้วยระยะทางไกลๆ การขนส่งทางน้ำ/ทะเล จะมีข้อได้เปรียบและทำให้เกิดกำไรมากขึ้น มันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณาเท่านั้น  

     การขนส่งทางน้ำได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เนื่องจากค่าใช้จ่ายถูก เหมาะกับสินค้าปริมาณมากหรือมีขนาดใหญ่ แต่ข้อจำกัดคือเรื่องเวลา แม้ว่าผู้ให้บริการจะมีตารางเวลาเดินเรือที่แน่นอนแต่ในบางครั้งอาจเปลี่ยนแปลง สาเหตุจากสภาพอากาศ สินค้าแน่นตามช่วงฤดูกาล หรืออื่นๆ ซึ่งอยู่เหนือการควบคุม ในขณะที่การขนส่งสินค้าทางทะเล เป็นส่วนประกอบที่สําคัญส่วนหนึ่งของ ระบบการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต เพราะเป็นเพียงการขนส่งชนิดเดียวที่ขนสินค้าได้คราวละมากๆ และค่าระวางมีราคาถูกกว่าการขนส่งในรูปแบบอื่น ๆ การขนส่งสินค้าทางทะเลจึงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลก จึงอาจกล่าวได้ว่า การขนส่งทางน้ำถือเป็นเสาหลักที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการขนส่งทางบก หรือทางอากาศ และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมมนุษย์ได้สร้างคลองที่ยาวถึง 1,776 กิโลเมตรเมื่อหลายพันปีก่อนนั่นเอง

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics 

Share this post