การขนส่งกล้วย ที่ไม่กล้วย!!

____________________________________________________

In Brief

กว่าจะมาเป็นกล้วยที่วางขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าขายส่ง/ขายปลีก ตลอดจนแสตนด์ขายผลไม้ทั่วนครนิวยอร์ก เบื้องหลังของการบริหารจัดการ Supply Chain ในการกระจายกล้วย ไม่ง่ายอย่างที่คิด !! ความชำนาญและประสบการณ์กว่า 20 ปีของ “Banana King” ทำให้ทุกวันนี้พลเมืองนครนิวยอร์กมีกล้วยกินไม่ขาดตลาด การบริหาร Supply Chain อย่างมีประสิทธิภาพ และความร่วมไม้ร่วมมือในทุกกิจกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญและทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

___________________________________________________

เมื่อความต้องการของลูกค้า/ผู้บริโภคเปลี่ยนไป ธุรกิจ/พ่อค้าแม่ค้าต่างปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และช่องทางการขายของตน ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก และตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้จึงเห็นโมเดลธุรกิจอย่าง “Food Delivery”  เกิดขึ้นมากมาย และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแต่อาหารสำเร็จรูปเท่านั้นที่สามารถสั่งซื้อผ่าน On-line Application ได้ อาหารสด/วัตถุดิบในการปรุงอาหารต่างๆก็เช่นกัน แถมยังจัดส่งถึงบ้านได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง เช่น Honestbee บริการส่งอาหารสำเร็จรูปจากร้านอาหาร/โรงแรมชั้นนำ และสามารถส่งวัตถุดิบหรือสินค้าอุปโภคบริโภคจากซุปเปอร์มาร์เก็ตถึงบ้านลูกค้าภายในไม่กี่ชั่วโมงได้อีกด้วย เป็นต้น การบริการอันแสนสะดวกสบายดังกล่าว เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการทางด้านโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การรับออร์เดอร์ลูกค้า การจัดหาสินค้า pickและpack สินค้า จัดเส้นทางการขนส่ง ตลอดจนการเก็บเงินปลายทาง/ชำระเงินออนไลน์ ในขณะที่สินค้าส่วนใหญ่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป และการติดตามที่มาของสินค้าสามารถทำได้ง่ายขึ้น แต่บางสินค้า” กลับมี Story ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน การเดินทางกว่า สินค้าจะมาอยู่บน Shelf ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ณ มหานครนิวยอร์ก เมืองใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เมืองที่เจริญที่สุดในโลก หรือเรียกได้ว่าเป็นมหานครเอกของโลกที่จัดได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม บันเทิง แต่สินค้าขายดีในนิวยอร์อย่างหนึ่ง นั่นคือ “กล้วยหอม” ผลไม้ที่แสนจะธรรมดาและสามารถหาซื้อได้ในบ้านเรา แต่สำหรับกล้วยที่วางขายในนิวยอร์กนั้นกลับมี Supply Chain ที่เกิดจากหลายธุรกิจดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องกัน โดยอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือ ความชำนาญในการบริหารจัดการที่ไม่ธรรมดาเฉกเช่นชื่อของมัน

ทุกอาทิตย์กว่า 40 ตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรทุกกล้วยหอมกว่า 4 ล้านลูกถูกขนส่งข้ามน้ำข้ามทะเลจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์ ;ประเทศในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกาใต้; เป็นระยะทางกว่า 3,000 ไมล์ หรือราวๆ 4,800 กิโลเมตร ข้ามคลองปานามา  (Reference บทความคลองปานามา The Panama canal Expansion จุดเปลี่ยนของ Supply Chain ระหว่างทวีป) ผ่านทะเลแคริบเบียน มาขึ้นฝั่งที่ Red Hook Terminal ท่าเรือนานาชาติในเมืองบรุกลิน หนึ่งในสี่ของกล้วยหอมจะถูกขนส่งและวางจำหน่ายในร้านค้าต่างๆทั่วนิวยอร์กในแต่ละสัปดาห์

เมื่อถึงฝั่งที่นิวยอร์ก การเดินทางครั้งที่สองก็เริ่มต้นขึ้น กล้วยหอมจะถูกส่งไปทำให้สุกในนิวเจอร์ซีย์ และถูกส่งไปรวมกับผลไม้อื่นๆในตลาดในบร็องซ์ (Bronx) ถูกขนขึ้นรถบรรทุกในยามค่ำคืนเพื่อส่งต่อให้ร้านค้าจำหน่ายในวันถัดไป โดยส่วนมาก/ประเทศอื่นๆ ธุรกิจที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมตอนกลางคืน (ซึ่งเราไม่อาจเห็นได้) ในการทำให้กล้วยหอม/ผลไม้อื่นๆสุกและกระจายไปยังจุดจัดจำหน่ายต่างๆ มักจะดำเนินการโดยร้านค้า/supermarket chain เช่น Safeway ฯลฯ  แต่ในกรณีนี้ เกิดขึ้นจากผู้จัดหากล้วยหอมท้องถิ่น; Antonio Cuneo; หรือได้รับการขนานนามว่า “Banana King” ผู้ที่ทำธุรกิจจัดหากล้วยหอมให้กับมหานครนิวยอร์กมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสามารถจำหน่ายให้กับร้านค้า โรงพยาบาล สนามบิน ตลอดจนร้านขายของชำ/ร้านโชว์ห่วยท้องถิ่นขนาดเล็กทั่วไป ซึ่งกล้วยหอมเหล่านั้นมาจากสาธารณรัฐเอกวาดอร์, จากสวนท้องถิ่นชื่อ Bonita, Belinda และ Selvatica.

ในปี 1897 การขนส่งกล้วยหอมทางเรือนั้น จะใช้เรือเรือกลไฟและเรือใบขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเล็กๆ แต่ปัจจุบันกล้วยหอมถูกขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์เย็นที่ควบคุมอุหภูมิอย่างดี และเหมือนสินค้าทั่วไปคอนเทนเนอร์บรรทุกกล้วยหอมนั้นจะถูกส่งเพื่อตรวจสอบผ่านเครื่องตรวบจับรังสีที่ท่าเรือ (เนื่องจากกล้วยมีโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบที่ดูเหมือนจะเป็นสารกัมมันตภาพรังสีเล็กน้อย) หลังจากนั้นคอนเทนเนอร์บางส่วนจะถูกส่งไปเก็บที่คลังสินค้าของเท่าเรือ ที่ซึ่งจะถูกเปิดตู้เพื่อตรวจสอบสินค้าที่อยู่ข้างในโดยหน่วยงานทางด้านศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐอเมริกา ในอดีตนั้นการขนส่งกล้วยหอมเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะในกล่องผลไม้ที่ขนส่งมานั้น สามารถมีสิ่งปนเปื้อนได้ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งมีสัตว์จำพวกแมงมุม งู จิ้งหรีดและแมลงสาบติดมาภายในกล่องผลไม้ด้วย

ถานีถัดไปของกล้วยหอมเหล่านั้น คือ คลังสินค้าที่ทำให้ผลไม้สุก ที่ North Bergen ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งเป็นคลังสินค้าของบริษัทผู้นำเข้ากล้วยหอมส่วนใหญ่ที่ท่าเรือ Red Hook นั้นเอง เมื่อรถบรรทุกมาถึงที่คลังสินค้า พนักงานที่คลังจะทำการขนกล้วยหอมทั้งหมดออกจากรถอย่างรวดเร็ว ด้วยรถ Forklift และจัดเรียงบน Pallet เนื่องจากอุณหภูมิภายนอกที่สูงราวๆ 28 องศาเซลเซียส จะทำให้สภาพของกล้วยเปลี่ยนไป (กล้วยหอมถูกแช่แข็งมาในตู้คอนเทนเนอร์จากต้นทางที่เอกวาดอร์) ซึ่งในตอนนี้กล้วยหอมทั้งหมดจะยังคงเป็นสีเขียวเข้มเหมือนธงชาติบราซิลและเนื้อแข็ง หรือ ยังไม่สุก (ตามปกติแล้ว กล้วยหอมจะใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะสุกเองตามธรรมชาติ) ซึ่งการนำเข้ากล้วยแบบไม่สุกเช่นนี้จะลดความเสียหายจากการขนส่งตลอดเส้นทางได้อย่างมาก และในเวลานี้เองที่กล้วยหอมทั้งหมดจะต้องผ่านกรรมวิธีที่ทำให้สุก ในคลังสินค้านั้นจะมีห้องที่มีประตูสีเหลืองเฉกเช่นสีของกล้วยหอมที่สุกแล้ว ห้องนี้ถูกเรียกว่า “Ripening Room” ที่ซึ่งมีแสงไฟสีส้ม เสมือนพระอาทิตย์ของอเมริกาใต้ที่จะให้ความอบอุ่นแก่กล้วยทั้งหมด

กล่องที่บรรจุกล้วยทั้งหมดจะถูกจัดเรียงอย่างแน่นขนัดในห้องสูงจากพื้นจรดเพดาน ในห้องนี้จะเต็มไปด้วยเอทิลีนซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่เป็นธรรมชาติที่ทำให้ผลไม้สุกได้ โดยจะมีเครื่องวัดอุณหภูมิที่คอยตรวจสอบอุณหภูมิภายใน และเพื่อปรับระดับเอทิลีน ความชื้นและอุณหภูมิในห้องให้เหมาะสม โดยปกติอุณหภูมิจะอยู่ที่ 12 – 18 องศสเซลเซียส ศิลปะของการทำให้ผลไม้สุกพอดีเป็นเรื่องยาก  เพราะทุกปัจจัย รวมถึงเวลาจะต้องพอเหมาะพอดี และเนื่องจากเอทิลีนเป็นสารที่ติดไฟได้ ในอดีตเมื่อปีพ. ศ. 2479 เอทิลีนได้เกิดระเบิดขึ้นทำให้ทั้งเมืองมี “ฝนกล้วย” เกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้าง แต่ทุกวันนี้การควบคุมความสุกของกล้วย สามารถทำได้ผ่านหน้าจอแบบ Touch screen หากยอดขายกล้วยเพิ่มขึ้น อุณหภูมิในห้องจะถูกเร่ง เพื่อให้กล้วยสุกเร็วขึ้น ในทางกลับกันหากยอดขายลดลง อุณหภูมิจะถูกปรับลงเช่นกัน หากอุณหภูมิเย็นเกินไป กล้วยจะเปลี่ยนสภาพและกลายเป็นสีเทา หากร้อนเกินไปเนื้อกล้วยจะนิ่มเละ นอกจากนี้เพื่อให้พนักงานทุกคนเข้าใจในกระบวนการดังกล่าวตรงกัน ในบริเวณห้องจะมี “Ripeness Chart”  ที่แสดงระดับความสุกของกล้วยตั้งแต่ 1 ถึง 7  ระดับ 1 หมายถึงกล้วยดิบ และ ระดับ 7 คือสุกจนเป็นครีมข้นเหลืองอร่าม ซึ่งสำหรับการบริโภคทั่วไปนั้น กล้วยหอมควรจะเป็นสีเหลืองทองแต่ไม่ถึงระดับ 7

ในขั้นตอนการทำให้สุกนี้ใช้เวลาถึง 4 วัน ปัจจุบันกล้วยหอมถูกทำให้สุกที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ และจะถูกกระจายไปที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็น ห้างยักษ์ใหญ่อย่าง Costco  ภัตาคาร ร้านค้าส่ง/ค้าปลีก  ร้านโชว์ห่วยตลอดจน Stand ขายผลไม้ตามเมืองต่างๆ จริงๆแล้วกล้วยมีหลายสายพันธ์มาก แต่ที่เป็นที่นิยมมากในปัจจจุบันคือ กล้วยหอม ในอดีตกล้วยหอมถูกนำเข้ามาจาก East Coast เมื่อปลายศตวรรษที่19 ซึ่งในเวลานั้น กล้วยหอมเป็นที่ต้องการอย่างมาก หลายพันลูกถูกจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

จะเห็นได้ว่าใน Supply Chain ของสินค้าที่ดูเหมือนจะง่ายๆ กลับมีเรื่องที่ต้องบริหารควบคุมเป็นขั้นเป็นตอนอย่างมาก เพราะแต่ละกิจกรรมหากผิดพลาดขึ้นจะทำให้เกิด “ของเสีย (waste)” และนั่นหมายถึงเงินทองที่ต้องสูญเสียไปอย่างไร้ความหมาย การบริหาร Supply Chain จึงต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือ การเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนอย่างถูกต้องตรงกัน และที่สำคัญการพยายามพัฒนาคุณภาพละประสิทธิภาพของแต่ละกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นในกรณีนี้ ที่ทำให้ธุรกิจกล้วยหอมที่ขายในนิวยอร์กสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานจนทุกวันนี้

** ท่านสามารถ “Comment”(Log-in ก่อน) กด “Like” กด “Share” บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก nytimes.com, foodlogistics.com, pata.org, pexels.com

Share this post