Blog

Logistics Update


Consolidation กุญแจแห่งความสำเร็จในยุคดิจิตอล

  • มีนาคม 16, 2018

____________________________________________________

 In Brief

การส่งสินค้าในอนาคตจะเป็น “Same-Day Delivery” ซึ่งทำให้กิจกรรมในซัพพลายเชนและโลจิสติกส์เปลี่ยนไปเป็น “Fulfillment Process” ที่สร้าง “Cost efficiency” ผ่านนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี อีกทั้ง Visibility เป็นสิ่งสำคัญที่ลูกค้าต้องการมากขึ้น  โซลูชั่นที่จะตอบโจทย์ธุรกิจในยุคนี้ได้ ก็คือ “Consolidation Solution” !!

___________________________________________________

ทุกวันนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในธุรกิจทุกประเภท โดยเฉพาะธุรกิจาค้าปลีกออนไลน์ (e-commerce) ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ หลังจากได้เข้าซื้อกิจการ Grocery Store อย่าง “Whole Foods” ด้วยมูลค่า 13.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อหวังที่จะขึ้นแท่นเป็นเบอร์หนึ่งร้านค้าปลีกสินค้า high-end เหนือคู่แข่งอย่าง “Walmart” ที่ครองแชมป์ “Mass Market” ไปแล้ว (ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่นี่ “Amazon กับธุรกิจใหม่ High-end Grocery”) และเมื่อเร็วๆนี้ Amazon ยังโชว์ศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจตน ด้วยร้านสะดวกซื้อสุดไฮเทค “Amazon Go” ที่นำเอาปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยตอบสนองความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าได้อย่างยอดเยี่ยม (ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่นี่ “AmazonGo ร้านสะดวกซื้อแห่งอนาคต”) ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า นวัตกรรมที่รังสรรค์จากเทคโนโลยีนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาลต่อธุรกิจ จะเป็นอย่างไร หาก Amazon Go ใช้เทคโนโลยีในการทำธุรกรรมกว่าร้อยล้านรายการ แต่ไม่มีสินค้าในสต๊อกให้เลือกซื้อ  ดังนั้น การมองภาพรวมของการบริหารจัดการทั้ง Supply Chain ทำให้ธุรกิจสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างราบรื่น โดยมีการคาดการณ์ว่า 9 เทรนด์ของซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ต่อไปนี้ จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน ทำให้ธุรกิจต่างๆจะต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

1.Same-Day Delivery: 80% ของลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์ต้องการได้สินค้าเร็วที่สุด (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าไมได้สัมผัสสินค้าก่อนการซื้อ และความน่าเชื่อถือของร้านค้าออนไลน์แต่ละร้านไม่เท่ากัน) แม้เทรนด์ของ Next Day Delivery (สั่งสินค้าวันนี้ ได้สินค้าวันรุ่งขึ้น) ยังคงเป็นที่นิยมในทุกวันนี้ แต่ในอนาคตการขนส่งแบบ Same-day จะเป็น “Competitive Advantage” ของธุรกิจ

2.Amazon Operation Dragon Boat : ต่อไปนี้ Amazon จะสร้างธุรกิจแบบใหม่ด้วยกลยุทธ์ “Fulfillment by Amazon” ทุกกระบวนการในการซื้อสินค้าของลูกค้า จะถูกดำเนินการโดย Amazon เองทั้งหมด ตั้งแต่ร้านค้า ออร์เดอร์ pick pack และจัดส่งสินค้า (แบบ end-to-end supply chain) หรือพูดง่ายๆคือ Amazon กำลังวางแผนสร้าง “International Shipping and Logistics Company” ของตนเอง สาเหตุหลักเกิดจากที่ผ่านมาต้นทุนค่าขนส่งสินค้าของ Amazon สูงเกือบสองเท่าของรายได้ และหลายครั้งในช่วงเทศกาลที่ออร์เดอร์ลูกค้ามีปริมาณมากจนไม่สามารถจัดส่งสินค้าได้ทันเวลา จึงเป็นที่มาของการตัดพ่อค้าคนกลางออกจาก Supply Chain ของตน ส่วนคำว่า “Dragon Boat” โดยนัยยะแล้วหมายถึง Global Supply Chain by Amazon เนื่องจาก Amazon จะก้าวเข้าไปทำธรุกิจในเอเขีย และนั่นทำให้ Amazon ต้องแตะยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่นอย่าง Alibaba อย่างแน่นอน

3.e-commerce จะทำให้ Supply Chain และ Logistics เปลี่ยนไป การเติบโตของ e-commerce และ crowdsourcing application ทำให้การบริหารจัดการ Supply Chain ต้องปรับเปลี่ยนเป็น “Fulfillment Process” ที่สร้าง “Cost efficiency” ให้กับธุรกิจ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วสามารถสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้

4.“Visibility” จะกลายเป็นนวัตกรรมที่สำคัญทางด้านโลจิสติกส์ โดย Visibility นั้นหมายถึงการมีระบบบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ (Centralized System) ที่สามารถติดตามได้ตั้งแต่ออร์เดอร์ จนถึงส่งสินค้าถึงลูกค้าปลายทาง โดยมี Mobile Application สำหรับติดต่อ/ประสานงานกับพนักงานขับรถได้ และลูกค้าปลายทางสามารถตรวจสอบสถานะต่างๆได้ด้วย

5.Engagement and Efficiency จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ Amazon ที่สามารถบริหารจัดการซัพพลายเชนได้อย่างดีด้วยการขนส่งที่รวดเร็วและยืดหยุ่นได้ ส่วน Uber สามารถสร้างประสบการณ์ในการใช้บริการที่ดีให้กับลูกค้าของตนได้ ซึ่งทั้งสองธุรกิจถือเป็นมิติใหม่ของการให้บริการและส่งผลกระทบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในระยะยาวด้วย

6.Supply Chain จะมุ่งเน้นเรื่อง Customer-Centric ในยุคสมัยที่ผู้บริโภคมีอำนาจ(มีทางเลือก) ทำให้กิจกรรมของซัพพลายเชนและกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่นๆเปลี่ยนไป เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ

7.Drone จะกลายเป็นทางเลือกหนึ่งในการขนส่งสินค้า ถึงแม้ว่าปัจจุบันหลายๆบริษัทได้พยายามพัฒนาการขนส่งทาง Drone ในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ผู้ริเริ่มเป็นรายแรกๆ แต่ยังคงติดปัญหาเรื่องกฎหมายที่จะต้องพิจารณาและหาทางออกกันต่อไป

8.ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์จะเติบโตทางธุรกิจและจะต้องพัฒนาซัพพลายเชน โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี/ระบบงานต่างๆ  การจัดการเส้นทางการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการดูแลความพึงพอใจและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้ามากขึ้นจึงจะทำให้สามารถแข่งขันและดำเนินธุรกิจต่อไปได้

9.เทคโนโลยีจะเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ กระบวนการทำงานต่างๆจะต้องถูกดำเนินการโดยเครื่องจักร/ทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ  ระบบใดๆที่ทำงานในซัพพลายเชนจะต้อง connect และ integrate กัน ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารมี visibility ที่ดีขึ้น ดังนั้นในการออกแบบและพัฒนาระบบ ธุรกิจจะต้องคำนึงถึงกระบวนการที่ต้องตัดสินใจ เพื่อพัฒนาให้ตรงตามความต้องการของทั้งคนทำงานและลูกค้า เพราะค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ตามมาด้วยการพิจารณางบลงทุนของบริษัทด้วยเช่นกัน

แม้ว่าต้นทุนในการขนส่งจะเป็นปัจจัยที่หลายธุรกิจคำนึงถึงมากกว่าต้นทุนอื่นแต่ในความเป็นจริงต้นทุนดังกล่าวคิดเป็น 15% ของต้นทุนทั้งหมดที่ธุรกิจจะต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็น ต้นทุนในการบริหารงาน ต้นทุนสินค้าคงคลัง  ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนค่าเช่าคลัง ต้นทุนงานเร่งด่วน และต้นทุนค่าเสียโอกาส ซึ่งผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ต่างพบกับความท้าทายในการดำเนินงานซึ่งส่งผลกระทบกับต้นทุนในการขนส่ง ได้แก่ Truck Utilization Warehouse Utilization ความต้องการสินค้าที่ผันผวน ความยากในการบริหารต้นทาง/ปลายทาง เป็นต้น ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ต่างทราบดีว่า การบริหารจัดการ “Inbound Transportation” ไม่ยากนัก การบริหารจัดการ “Outbound Transportation” ท้าทายกว่า เพราะนอกจากธุรกิจต้องขนส่งหลากหลายปลายทาง ซึ่งมีข้อจำกัดที่แตกต่างกันแล้ว “Key Performance Indicator (KPI)” ที่ตกลงไว้ก้บลูกค้า (เช่น การขนส่งตรงเวลา การไม่มีสินค้าแตก/เสียหาย ฯลฯ) ก็ยังต้องรักษาให้ได้เช่นกัน ซึ่งหากปริมาณสินค้าของลูกค้ามีมาก การขนส่งสินค้าแบบเต็มเที่ยว หรือ “Full Truck Load (FTL)” ก็ทำให้การบริหารจัดการไม่ยากเกินไป แต่ในสถานการณ์จริงลูกค้ามีความหลากหลาย ทั้งลักษณะสินค้าและปริมาณออร์เดอร์ จนทำให้ไม่สามารถขนส่งได้เต็มคันรถเสมอไป หรือ “Less Than Truck Load (LTL)” และนั่นเป็นที่มาของการวิเคราะห์และออกแบบ “Solution” ใหม่ที่เหมาะสมมากขึ้น Consolidation Solution คือคำตอบ!!

Consolidation เป็นการขนส่งแบบรวมเที่ยว รวมสินค้าหลายประเภท/หลายลูกค้าในรถขนส่งคันเดียวกัน เมื่อมีออร์เดอร์ของลูกค้า ผู้ให้บริการขนส่งจะเข้ารับสินค้าที่ต้นทาง (หลายต้นทาง) ขนส่งมารวมไว้ที่ศูนย์กระจายสินค้า (Central Distribution center) เพื่อจัดเส้นทางการขนส่งใหม่ และเติมเต็ม Truck Utilization ของรถขนส่งแต่ละคันให้ได้มากที่สุด ออร์เดอร์ที่มีปลายทางอยู่ในเส้นทางเดียวกัน/ใกล้เคียงกันจะถูกรวมในรถขนส่งคันเดียวกัน จากนั้นรถขนส่งแต่ละคันจะกระจายส่งสินค้าตามเส้นทางที่วางแผนไว้ โมเดลนี้จึงทำให้ค่าขนส่งลดลงจากการแชร์ต้นทุนของลูกค้าหลายรายในรถคันเดียวกันนั่นเอง “Consolidation Solution” เป็นการบริการขนส่งสินค้ารวมเที่ยวแบบครบวงจร นอกจากการขนส่งแล้ว ยังบริการ pick สินค้าจำนวนย่อย (Break Case)/pack สินค้าใหม่ และบริหารจำนวนสินค้าคงคลังให้ลูกค้าด้วย ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าสินค้าคงคลังของลูกค้า และทำให้ขนส่งสินค้าได้ทันเวลาในช่วงหน้าขาย (Peak Season) เพราะสามารถขนส่งสินค้าได้ทันทีจากศูนย์กระจายสินค้านั่นเอง

Consolidation Solution จะประสบความสำเร็จได้จะต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพทั้งซัพพลายเชน โดยสามารถสรุปเป็น 4 Key Factor ได้ดังนี้

1.Network Coverage and Capability: การมีเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุมทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทั้ง Fleet รถขนส่งท้องถิ่นที่ชำนาญพื้นที่ จำนวนรถขนส่งที่เพียงพอ และการสร้างศูนย์กระจายสินค้า/Hub ตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ทำให้สามารถบริหารจัดการเส้นทางการขนส่งที่ดีที่สุดได้ นอกจากนี้ การวางแผนผังภายในศูนย์กระจายสินค้าก็มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานด้วย การออกแบบเส้นทางการโยกย้ายสินค้าจากรถขนส่งขาเข้า (Inbound) เพื่อแยก/รวม route สำหรับการขนส่งขาออก (Outbound) จำเป็นต้องใช้พื้นที่ที่เหมาะสมและสะดวกรวดเร็ว ไม่ทำให้เกิดความวุ่นวาย/คอขวดในการดำเนินงาน เพราะมีความเสี่ยงต่อสินค้าแตก/เสียหาย/หยิบสินค้าไม่ถูกต้อง และทุกนาทีที่ดำเนินงานช้ากว่าแผน/KPI จะส่งผลกระทบต่อ Process ถัดไปอีกด้วย

2.Information and Communication Technology: การนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ ระบบงานต่างๆที่ใช้ในการบริหารจัดการ Consolidation Solutionจะถูกเชื่อมต่อกัน (Integrate) เพื่อให้กระบวนการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ลดขั้นตอนการทำงานแบบ Manual ที่เสียเวลาในการดำเนินงานและมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาด (Human Error) ตัวอย่างของระบบที่พัฒนาสำหรับ Consolidation Solution ได้แก่

>>Transportation Management System (TMS) เป็นระบบจัดการออร์เดอร์/เที่ยวขนส่ง โดยรับออร์เดอร์จากลูกค้า (หรือ integrate กับระบบลูกค้าได้) จัดเส้นทางการขนส่ง (Route Optimization) Mix & Match สินค้าในแต่ละเทียวขนส่ง  และจัดทำเอกสารประกอบการขนส่ง
>>Warehouse Management system (WMS) เป็นระบบจัดการสินค้าคงคลัง รับสินค้าเข้าคลัง/ศูนย์กระจายสินค้า จัดเก็บสินค้าเข้า Rack แบบอัตโนมัติ (กรณีใช้บริการ stock สินค้า) และสามารถ integrate กับ Automated Storage and Retrieval System-ASRS ได้  WMS จะ assign pallet และ location ที่เหมาะสมสำหรับสินค้าแต่ละประเภท จ่ายสินค้าตามออร์เดอร์ และแสดงรายงานสินค้าคงคลังทุกสิ้นวัน/ตามช่วงเวลา เพื่อการสอบทานกับจำนวนสินค้าจริง
>>Consolidation Management System (CMS) เป็นระบบติดตามสถานะของการขนส่งสินค้าแบบรวมเที่ยว โดยแสดงสถานะรถขนส่งทั้งหมด (รถว่าง/รถบรรทุกสินค้า/รถเสีย) รายการเที่ยวขนส่งในแต่ละวัน (by shipment) รูปภาพสินค้า unload ที่ปลายทาง (เพื่อการสอบทานสินค้าเสียหายในอนาคต) รายการแจ้งเตือนกรณีรถขนส่งทำผิดกฎ/ระเบียบ (เช่น ขับรถเร็วเกิน 60 กม/ชม เป็นต้น) และจัดการ/ติดตามเอกสารประกอบการขนส่งคงค้างต่างๆ (Document Return)
>>Delivery Management System (DMS) เป็นระบบจัดการการขนส่งสำหรับพนักงานขับรถแบบ Mobile Application ซึ่งจะแสดงรายการขนส่งทั้งหมดในแต่ละวัน และในแต่ละเที่ยวขนส่งจะแสดงที่อยู่ของปลายทางที่ต้องขนส่ง (ระบบจะแนะนำเส้นทางการขนส่งแบบอัตโนมัติ แต่พนักงานขับรถสามารถปรับเปลี่ยนลำดับสถานที่ปลายทางในการขนส่งตามความเหมาะสมได้) เมื่อพนักงานขับรถถึงปลายทาง สามารถแสกนบาร์โค๊ดของร้านค้าปลายทาง เพื่อ confirm สถานที่ส่งสินค้าที่ถูกต้องได้ ซึ่งรวมถึงการแสกนบาร์โค๊ตของสินค้าที่ขนส่ง เพื่อป้องกันการขนส่งสินค้าสลับ/ผิดปลายทาง

ทั้งนี้  ธุรกิจสามารถพัฒนาระบบอื่นๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ เช่น การประยุกต์ใช้ Radio-frequency identification (RFID) แทนการตัดจ่ายสินค้าที่ปลายทางได้ เป็นต้น พร้อมกับเก็บข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดไว้ในระบบ เพราะข้อมูลเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผน/ปรับปรุงการให้บริการหรือพัฒนาร่วมกับ Artificial Intelligence (AI) ในอนาคตได้

3.Operation Excellence: โมเดลการขนส่งแบบรวมเที่ยว มีกระบวนการทำงานหลายขั้นตอน เช่น การคัดแยกสินค้า การวางแผนเส้นทางการขนส่ง การ pick/pack สินค้าให้ถูกต้องตามออร์เดอร์ ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยแรงงานคนในการวางแผน และใช้ระบบในการจัดการ ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องดำเนินการตามมาตรฐานการทำงานที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยมี Key Performance Indicator (KPI) เป็นเครื่องมือควบคุมและติดตามในแต่ละ Process เช่น On-time inbound transportation On-time outbound transportation On-time delivery Truck supply commit เป็นต้น  และปรับปรุง Process เหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดเวลาการทำงาน/เพิ่มคุณภาพการบริการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาและลงมือทำเช่นกัน

4.Engagement and Satisfaction: “Customer-Centric” เป็นหัวใจสำคัญของการบริการ ความพึงพอใจของลูกค้าจึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการต้องบริหารจัดการด้วยเช่นกัน การสำรวจความพึงพอใจหลังจบการให้บริการ เป็นวิธีหนึ่งที่ธุรกิจส่วนใหญ่นำมาใช้ แต่วิธีการแก้ไขปัญหาทีลูกค้าร้องเรียนจนลูกค้าพอใจ (Corrective Action) และการป้องกันการเกิดซ้ำ (Preventive Action) เป็นเรื่องยากและผู้ให้บริการต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว

อย่างไรก็ดี เมื่อการค้าออนไลน์เติบโตขึ้น ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น ธุรกิจจะต้องปรับตัวและตามให้ทันเทรนด์ต่างๆที่จะเกิดขึ้น เพราะการแข่งขันทางธุรกิจจะเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน ธุรกิจควร Focus จุดแข็งของตน และพยายามพัฒนาคุณภาพของสินค้าเพื่อเพิ่ม “Value” และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และตัดกิจกรรมที่เสียเวลา/ไม่ก่อให้เกิดรายได้ออกไป การ outsource ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ เป็นหนทางหนึ่งในการลดต้นทุน เพียงแต่การเลือก “Partner” สำหรับธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณา ทุกวันนี้ผู้ให้บริการขนส่งมีมากมายและต่างพยายามพัฒนาบริการของตนด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่าจะสามาถดำเนินธุรกิจและเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, cerasis.com, Presentation from SCG Logistics Company Site Visit CDC Wangnoi, 9 Mar 2018, supplychaindrive.com, supplychain2467.com

  • 5914
  • 0
  • previous
  • next