Blog

Logistics Update


8 แนวทางการสร้างประสิทธิภาพของศูนย์กระจายสินค้า

  • มีนาคม 16, 2018

____________________________________________________

 In Brief

ทุกสิ่งสามารถกลายเป็นแหล่งกำเนิดข้อมูลได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลที่ Real time มีความสำคัญอย่างมาก และกำลังสร้างยุคใหม่ของการบริหารจัดการข้อมูล ที่เรียกว่า “Data-driven economy” ยุคที่ธุรกิจจะได้ประโยชน์จากการนำ Data มาใช้สร้าง Business Strategy! 

___________________________________________________

ผู้ที่ทำงานทางด้านซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ ต่างทราบกันดีถึงความซับซ้อนในการบริหารจัดการศูนย์กระจายสินค้า เพราะมีกิจกรรมและรายละเอียดในการบริหารจัดการมากมาย ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจได้ เรามาดู 8 แนวทางที่สามารถช่วยให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพและราบรื่นขึ้นได้

1.ให้ความปลอดภัยเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กร 
ความปลอดภัย ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมองข้าม เพราะพนักงานต้องไม่รู้สึกว่าบริษัทไม่ให้ความสำคัญกับเขา หรือ สนใจที่เนื้องานมากกว่าความเป็นอยู่ของพนักงาน การหยิบสินค้าและการกระจายสินค้าเป็นกระบวนการที่เวลาที่ค่ามากที่สุด การทำกระบวนการต่างๆได้รวดเร็ว จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่พนักงานรู้สึกเร่งรีบ ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุก็จะเกิดขึ้น
2. ป้องกันการโจรกรรมและกระตุ้นให้เกิดการแจ้งเตือน
“ความไว้วางใจ” เป็นเรื่องยากและละเอียดอ่อน ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทอาจเผชิญปัญหาสินค้าคงคลังสูญหายโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งพนักงานมาหยิบสินค้าตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ซึ่งส่งผลต่อความเสียหายของลูกค้า ฉะนั้นบรรยากาศในการทำงานควรเป็นแบบ Trust-but-Verify (เราเชื่อในคุณนะ แต่ก็ต้องขอตรวจสอบเพื่อความถูกต้อง) เมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น

3. สอบถามคู่ค้าเกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า 
คู่ค้าของบริษัทสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่ไม่เคยรู้มาก่อน/ไม่สามารถเข้าถึงมาก่อนได้ ไม่ว่าจะเป็นคำติชม คำแนะนำ หรือบางครั้งเป็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า ฉะนั้นควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้า พัฒนาและเติบโตไปพร้อมกัน จะสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้อย่างมาก

4. จริงจังกับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
การดูแลเครื่องจักรก็เหมือนกับการดูแลสุขภาพร่างกาย ทำไมเราต้องรอให้ป่วยก่อนถึงไปหาหมอ ในทุกๆ ชิ้นส่วนของเครื่องจักรควรมีเช็คลิสต์เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องจักรสามารถทำงานได้ตามปกติ หรือควรได้รับการซ่อมบำรุงแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อองค์กร อย่างเช่น เครื่องจักรชำรุด ลองคิดดูนะครับ หากชั้นวางสินค้ามีสภาพเก่า/เอียง/มีน็อตหลุดหายไป จนส่งผลให้สินค้าที่จัดเก็บอยู่หล่น/เสียหาย นอกจากจะต้องเสียเวลาในการเคลียร์ของแล้วยังต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหายให้กับสินค้าของลูกค้า ค่าเสียโอกาสในการขายสินค้าและทำให้ลูกค้าไม่พึงพอใจอีกด้วย

5. นำเทคโนโลยีมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง
เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราทุกวันนี้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานแทนแรงงานคน ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การจัดเก็บสินค้าในศูนย์กระจายสินค้าที่ SCG Logistics CDC วังน้อย ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานอย่าง Automate Storage and Retrieval System (ASRS) ระบบหยิบและจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติที่สามารถจัดเก็บสินค้าได้รวดเร็วขึ้น ถูกต้องแม่นยำขึ้น ปลอดภัยขึ้นทั้งกับสินค้าและผู้ปฏิบัติงาน และทำให้การใช้พื้นที่ภายในคลังสินค้าคุ้มค่ามากขึ้นด้วย

6. ใช้โปรแกรมเก็บข้อมูลอัตโนมัติ
ยิ่งเราสามารถกำจัดปัญหาที่เกิดจาก Human Error ได้มาก ยิ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจ โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูล ประโยชน์หลักๆ ของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลอย่าง RFID tags หรือ บาร์โค้ด ก็คือ “ความชัดเจน” เพราะข้อมูลจะถูกจัดเก็บไว้ในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่สามารถนำมาประมวลผล วิเคราะห์ได้ง่าย แต่หากเราใช้คนในการเก็บข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลอาจอยู่คนละรูปแบบกัน ถึงแม้จะเก็บอยู่ในรูปแบบเดียวกัน แต่รายละเอียดต่างๆ เช่น การเว้นวรรคคำ/ตัวสะกด ก็อาจแตกต่างกันได้ ทำให้ยากต่อการนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อ
7. ลดการทำงานซ้ำซ้อน 
ในที่นี้หมายถึง การทำงานซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงาน หรือ การเคลื่อนที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ในคลังสินค้า การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยภายในคลังสินค้ามีความสำคัญอย่างมาก เราต้องจัดสรรให้สามารถหยิบและเก็บสินค้าได้เร็วที่สุด ฉะนั้น จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องดูลักษณะของสินค้า ว่าสินค้าชนิดไหนเป็นสินค้าที่ซื้อง่ายขายคล่อง ( Fast Moving Goods ) หรือ สินค้าไหนเป็นสินค้าซื้อขายช้า ( Slow Moving Goods ) เราถึงจัดสรรพื้นที่เก็บสินค้าให้เหมาะสม สินค้าที่เป็นสินค้าซื้อง่ายขายคล่อง ควรจัดเก็บอยู่ใกล้ๆกับทางออกมากที่สุด เพื่อการหยิบ/จ่ายสินค้าที่รวดเร็ว การลดกระบวนการทำงานเป็นเรื่องที่ต้องใช้การพิจารณา วิเคราะห์และการพิสูจน์ ซึ่งใช้เวลาในการศึกษา แต่ถือว่าคุ้มค่ากับสิ่งดีที่ได้กลับมา

8. ลงมือทำด้วยตัวเองอย่างจริงจังเมื่อต้องคืนสินค้า 

จะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากลงมือดำเนินการต่างๆด้วยตนเอง เพราะการลงมือทำ จะสร้างความเข้าใจในเนื้องานได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะกิจกรรมต่างๆในศูนย์กระจายสินค้า เราจะทราบว่าสินค้าใดถูกจัดเก็บและกระจายออกจากคลังสินค้าอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อมีการคืนสินค้า เพราะจะสามารถพิจารณาได้ว่า สินค้าใดสามารถถูกปรับเปลี่ยนแล้วนำมาขายใหม่ได้ สินค้าใดต้องสั่งใหม่ หรือบางครั้งสินค้า non-move แต่อาจมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ต้องถูกซ่อม/ตัดทิ้งได้เช่นกัน ความเข้าใจในเนื้องานจะทำให้สามารถวิเคราะห์เพื่อหาจุดอ่อนในกระบวนการทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ และหาแนวทางปรับปรุง ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทั้งซัพพลายเชนด้วยเช่นกัน

8 ข้อดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางง่ายๆบางส่วนที่สามารถเริ่มลงมือทำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ การใฝ่รู้เพื่อความเข้าใจในเนื้องานกับความคิดสร้างสรร/มุ่งมั่นที่จะปรับปรุงเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น จะเป็นแรงผลักดันสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ เพียงแค่ลงมือทำในวันนี้

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก rednewswire.com, cerasis.com, pexels.com

  • 2945
  • 0
  • previous
  • next