Blog

Logistics Update


เตรียมรับมือกับยุคของ “Data Economy”

  • มีนาคม 02, 2018

____________________________________________________

 In Brief

ทุกสิ่งสามารถกลายเป็นแหล่งกำเนิดข้อมูลได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลที่ Real time มีความสำคัญอย่างมาก และกำลังสร้างยุคใหม่ของการบริหารจัดการข้อมูล ที่เรียกว่า “Data-driven economy” ยุคที่ธุรกิจจะได้ประโยชน์จากการนำ Data มาใช้สร้าง Business Strategy! 

___________________________________________________

Big Data” คำคุ้นเคยที่ได้ยินกันอย่างติดหูทุกวันนี้ทำให้หลายธุรกิจเริ่มให้ความสนใจ และพยายามเรียนรู้ที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตน “Data” เปรียบเสมือนพลังงานของบริการออนไลน์ต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดการเชื่อมต่อของ “Device” เข้าด้วยกัน Data ยังเป็นเหมือนปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของธุรกิจ เพราะการเกิดขึ้น/แลกเปลี่ยนข้อมูลทำให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ธุรกิจใหม่ ตลอดจนระบบเศรษฐศาสตร์ใหม่ที่มีความสำคัญยิ่ง

“ข้อมูลดิจิตอล” เป็นทรัพยากรที่แตกต่างจากทรัพยากรอื่นและมีบทบาทต่างจากอดีตที่ผ่านมา ข้อมูลที่ถูกกลั่นกรอง/คัดเลือกกลายเป็นข้อมูลที่มีค่า สามารถซื้อขายได้ในรูปแบบต่างๆ ข้อมูลสามารถทำให้กลไกตลาดเปลี่ยนได้ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของผู้บริโภค ลักษณะของสินค้า/บริการ ตลอดจนกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งการแข่งขันที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ที่ครอบครองข้อมูลที่มีค่า/ผู้ที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากที่สุด กลายเป็นผู้ชนะได้ในพริบตา

ในปี 2017 บริษัท International Data Corporation (IDC); ผู้ให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านการตลาด บริการให้คำปรึกษา การจัดกิจกรรมสำหรับเทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการโทรคมนาคม; ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 ข้อมูลที่ที่เกิดขึ้นและถูก copy ในแต่ละปี หรือเรียกว่า “Digital universe” จะมีปริมาณสูงถึง 180 zettabytes (ศูนย์ 21 ตัว) และเพื่อเพิ่มความเร็วในการสื่อสารข้อมูล จะต้องใช้ “Cloud computing” และสร้าง “Data Refinery” ในการประมวลผล (เฉกเช่นยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ได้ประมวลผลธุรกรรมออนไลน์หลายล้านรายการผ่าน Cloud computing ของตนเอง)

คุณภาพของข้อมูลเปลี่ยนไปจากอดีตเช่นกัน ข้อมูลที่มีค่าไม่ได้เป็นเพียงคลังข้อมูลดิจิตอล ที่ประกอบด้วย ชื่อฐานข้อมูลและข้อมูลที่ระบุตัวตน เช่น อายุ เพศ และรายได้ ฯลฯ เท่านั้น แต่หมายถึง การวิเคราะห์กระแส/การเดินทางของข้อมูลแบบ Real time ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในรูปของภาพ วีดีโอไฟล์ ที่ถูกสร้างโดยผู้ใช้งานผ่านทาง Social Network หรือแม้แต่ข้อมูลปริมาณน้ำท่วมจาก sensor กว่า 100 จุดที่ติดไว้ตามที่ต่างๆ ก็ถือเป็นข้อมูลที่มีค่าด้วยเช่นกัน นั่นคือ “Device” หรือเครื่องมือ/อุปกรณ์ต่างๆได้กลายเป็น “แหล่งที่มาของข้อมูลทั้งหมด” ทั่วทั้งโลกจะมีการติดตั้ง sensor ที่สามารถสื่อสารกันได้ ซึ่งนั่นจะทำให้ผู้คนทิ้งร่องรอยของข้อมูลดิจิตอลในทุกที่ที่เดินทางไป นั่นก็คือ ข้อมูลจะมีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในอนาคต Facebook และ Google เป็นผู้ริเริ่มใช้ข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากผู้ใช้งาน เมื่อผู้ใช้งานกด like หรือ comment post ใดๆบน Facebook มากขึ้น จะทำให้เกิดการเรียนรู้ Personality ของผู้ใช้งานนั้นๆมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าการเรียนรู้นั้น จะทำให้การโฆษณาบนดิจิตอลแพลตฟอร์มเหล่านั้นตรงใจลูกค้า และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้ง Facebook และ Google ค้นพบว่าข้อมูลเหล่านั้น สามารถสร้างสรร “Artificial Intelligence” และ “Cognitive Service” ต่างๆได้มากมาย Facebook ได้ใช้ข้อมูลของผู้ใช้งานในการทดสอบและสร้างสรร Algorithms ใหม่ๆ ทุกครั้งที่มีการ post รูปภาพและผู้ใช้งาน tag account ของคนรู้จัก การเรียนรู้ได้เกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ Facebook สามารถจดจำและ automatic tag account ของผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้องถึง 98% ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลนั้นยังสามารถสร้างรายได้ใหม่ๆ เพราะสามารถถูกขายให้กับบริษัทผู้ผลิตสินค้าต่างๆได้มากมายอีกด้วย

Uber อาจถูกมองว่า เป็นเพียงแพลตฟอร์มที่รู้จักในการเรียก Taxi ที่ราคาไม่แพง แต่ในความเป็นจริง Uber กลับเป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่า เพราะมีข้อมูลของกลุ่มลูกค้าผู้ขับรถ (หรือ Supply) และข้อมูลความต้องการใช้รถ (หรือ demand) ของผู้คนทั่วโลก เช่นเดียวกับ Tesla ที่เก็บข้อมูลมากมายจากรถยนต์ขับเคลื่อนไฟฟ้า ซึ่งทำให้บริษัท สามารถนำไปพัฒนา “Self driving Car” ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

Nexar ; บริษัท startup ที่สร้าง AI Application Dashcam สำหรับติดตามและป้องกันความปลอดภัยบนท้องถนน; อีกหนึ่งตัวอย่างของการนำข้อมูลมาสร้างสรรเป็น service ใหม่ๆ โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะเปลี่ยน Smartphone ให้เป็นกล้องดิจิตอล หรือ Dashcam ที่ติดตามพฤติกรรมจากการเดินทางของผู้ขับรถตลอดเส้นทาง Dashcam จะทำงานร่วมกับ Computer vision และระบบเซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อตรวจพบอุบัติเหตุและจะวิเคราะห์สภาพท้องถนน และส่งสัญญาณแบบ real time แจ้งพาหนะอื่นๆใน network เดียวกัน ซึ่งข้อมูลอุบัติเหตุจะถูกใช้โดยบริษัทประกันเพื่อติดตามการจ่ายค่าประกันหรือใช้วิเคราะห์สอบสวนเหตุฯที่เกิดขึ้นเพื่อการ claim ในอุบัติเหตุแต่ละครั้งต่อไป เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา Nexar ได้รับเงินทุนเพิ่มจากการเป็น Startup series B กว่า 30ล้านเหรียญสหรัฐ  โดย Ibex Ventures (หนึ่งในผู้ให้ทุนเพิ่มคือ Alibaba Innovation Ventures จาก Alibaba Group) ซึ่ง Nexar จะใช้เงินทุนนั้นสร้าง “V2V” หรือ Vehicle to Vehicle network โดยวางแผนที่จะเซ็นสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัทประกันต่างๆ Uber หรือ Lyft บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีในการ monitor การจราจรและ street infrastructure ต่างๆ  เพื่อทำให้เป็น “Smart City” แห่งอนาคต Nexar จะช่วยค้นหาและแก้ไขการจราจรที่ติดขัดจากอุบัติภัยต่างๆบนถนนในเมือง (เรียก City Stream by Nexar) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญของบริษัทในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม Nexar ได้เริ่มเปิดตัวแอพพลิเคชั่นครั้งแรกในปี 2016 ปัจจุบันมีผู้ใช้งานในเมืองมากกว่า 760 เมืองใน 160 ประเทศ และเมืองที่เป็นตลาดใหญ่สุดของ Nexar คือ New York San Francisco Las Vegas และการร่วมทุนกับ Alibaba จะทำให้ Nexar สามารถก้าวเข้าสู่เมืองต่างๆในจีนได้ในไม่ช้า

Toyota ; อีกหนึ่งตัวอย่าง; บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ ที่มีการ reorganize บริษัทครั้งใหญ่ เพื่อมุ่งเน้นงานทางด้าน Data science technology โดยได้เปิดตัว “Toyota Connected” ที่มีภารกิจในการประสานและเชื่อมต่อนวัตกรรมต่างๆของ Toyota กับการใช้ข้อมูล Data Analytics Data-driven service และ Data center management  ซึ่งจะเป็นการนำเสนอ “Connected Car” ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับการจราจร โมเดลประกันภัยอุบัติเหตุที่ราคาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการขับขี่จริงๆ  นั่นหมายถึง ต่อไปในอนาคต Toyota จะไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่จะเป็นผู้ควบคุมพลังของข้อมูลเพื่อปฏิวัติประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

 

เมื่อเราพิจารณาตัวอย่างของธุรกิจบางส่วนข้างต้น เราจะพบว่า ธุรกิจต่างเผชิญความท้าทายในการนำข้อมูลมาใช้เป็นพลังสร้างสรรนวัตกรรม/บริการใหม่ๆ  ข้อมูลกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ทั้งความซับซ้อนและปริมาณที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งสามารถกลายเป็นแหล่งกำเนิดข้อมูลได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งข้อมูลที่ Real time มีความสำคัญอย่างมาก และกำลังสร้างยุคใหม่ของการบริหารจัดการข้อมูล ที่เรียกว่า “Data-driven economy” ยุคใหม่นี้ ธุรกิจต้องให้ความสนใจในข้อมูลของตน ทั้ง speed ความซับซ้อน การนำไปวิเคราะห์ เพราะข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจ การลงทุนในโครงการต่างๆ ที่จะนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ สิ่งที่ตามมาก็คือ การให้ความสำคัญหรือการมีบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ “Chief Data Officer” และ “Data Scientist” ซึ่งต้องทำหน้าที่สัมพันธ์กันกับทั้ง Business Strategy และข้อมูลทางด้าน Operation  นักการคตลาดสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลมากมายของลูกค้า ในการวิเคราะและตัดสินใจการเลือกทำโฆษณาบนพื้นฐานทางสถิติที่เป็นจริงได้ ซึ่งทำให้การตลาดดังกล่าวมีประสิทธิภาพและสร้างรายได้สูงสุดได้ ในขณะที่โมเดลการกำหนดราคาสินค้า/บริการต่างๆ สามารถใช้ข้อมูลผสมผสานกับ Machine Learning ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น Airbnb; บริษัทสัญชาติอเมริกัน ดำเนินธุรกิจออนไลน์สำหรับบริการเช่าที่พักทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นที่นอกเหนือจากการพักโรงแรม; โดย Airbnb ใช้ Big Data ในการช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถกำหนดราคาที่พักได้อย่างเหมาะสม (เพราะเจ้าของบ้านส่วนใหญ่จะไม่ทราบราคาที่พักทั่วไปในเมืองของตน) เจ้าของบ้านสามารถดูตารางปฏิทินการจองที่พักแต่ละวัน แต่ละเดือนได้ และจะเห็นว่าราคาที่กำหนดไว้ competitive หรือไม่ในช่วงเวลาต่างๆ  เช่นเดียวกับ Uber ที่ใช้ machine learning ในการกำหนดราคา โดยนักเดินทางที่อยู่ตามเมืองใหญ่/เมืองที่ civilize กว่าที่จะเดินทางไปเมืองอื่นๆจะจ่ายค่าโดยสารที่แพงกว่านักเดินทางที่เดินทางจากเมืองชนบทไปอีกเมืองหนึ่งนั่นเอง ถึงแม้ว่าการคิดแบบดังกล่าวทำให้มีจุด concerns มากมาย แต่ในขณะเดียวกันข้อมูลเชิงลึกก็สามารถช่วย Uber ให้ได้ผลตอบแทนจากกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

Gartner ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2019 กว่า 90%ของบริษัทต่างๆจะมี “Chief Data Officer” เพื่อจัดการข้อมูล สิ่งสำคัญที่จะต้องลงมือทำในวันนี้คือ การให้ความสำคัญและเริ่มกำหนด “Data Strategy” โดยเริ่มวางแผนเพื่อรวบรวมและเก็บข้อมูลสำคัญๆ และหาหนทางใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้น กำหนดว่า ข้อมูลจะช่วยงานใดๆได้บ้างทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจดีขึ้น ลดต้นทุนการดำเนินงานได้ และนำไปสู่ความพึงพอใจลูกค้าในที่สุด  ดังนั้น ธุรกิจต่างๆควรเริ่มหันมาประเมิณความพร้อมและเตรียมรับมือกับ “Data economy” เพื่อที่เราจะได้พัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่จะทำให้การนำข้อมูลมาใช้สร้างสรรเป็นรายได้/กำไรที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคตอย่างยั่งยืน

 

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย **

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก forbes.com, tektonikamag.com, economist.com, techcrunch.com, weforum.org, traffictechnologytoday.com, pixabay.com, roboticsandautomationnews.com

  • 2047
  • 0
  • previous
  • next