Blog

New Trend/ Innovation


“Digital Transformation” ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตอนที่ 2

  • กุมภาพันธ์ 15, 2018

____________________________________________________

 In Brief

“Car Vending Machine” หนึ่งในตัวอย่างของ “Self-driving Ecosystem” ที่ทำให้ธุรกิจสร้างสรร “Innovative Business Model” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ในขณะที่ “Mobility Ecosystem” ในอนาคตเกิดขึ้นได้ไม่ยากจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ดังตัวอย่างของ “Snap” ยานพาหนะอัจฉริยะ ที่จะเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่น่าจับตามองของ “Smart City” ในปี 2030 นี้!! 

___________________________________________________

จากบทความครั้งที่แล้ว ที่เราได้พูดถึง “Digital Transformation” ที่จะส่งผลกระทบกับธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์” ในอนาคต (สามารถอ่านบทความเรื่อง “Digital Transformation” ในอุตสาหกรรมยานยนต์ตอนที่ 1” ย้อนหลังได้ที่นี่) ไม่ว่าจะเป็น Digital Source, Connected Supply Chain, Predictive Maintenance, Mobility-as-a-service (MaaS), Data Security and Protection, 5G และ “Autonomous Driving” ผนวกกับ Internet of Thing (IoT), Cloud Computing, Artificial Intelligence, Machine Learning และ Big Data and Analytics ซึ่งจะทำให้เกิด “Ecosystem” และส่งผลให้เกิดโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆด้วย

เทคโนโลยี “Battery และ Fuel-cell” จะเปลี่ยนรูปแบบของพลังงานสำหรับยานพาหนะในอนาคต “Autonomous Technology” จะทำให้เกิด “Mobility Ecosystem” ซึ่งต่อไปในอนาคต “Mobility” จะไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนที่ของยานพาหนะเท่านั้น แต่รวมถึงการเคลื่อนที่ของ asset, hardware, software, การเชื่อมต่อกระบวนการและบริการที่รวมกันทั้งทางกายภาพและดิจิตอล

เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว (2017) ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Ford Motor ได้ประกาศว่า Ford วางแผนที่จะขายรถยนต์ไฟฟ้า 15 โมเดล (ทั้งแบบ electric battery และแบบ plug-in gasoline-electric hybrid car) ในประเทศจีนภายในปี 2025 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจีนจะกลายเป็นผู้นำในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต โดย Ford ได้ประกาศที่จะร่วมธุรกิจกับ Alibaba ยักษ์ใหญ่ e-commerce ของจีน ความร่วมมือจะมุ่งเน้นที่ “Direct Sale” เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาวจีนผ่าน Marketplace ของ Alibaba อย่าง “Taobao” และ “T-Mall” ที่เป็นที่นิยมของนักช๊อปชาวจีน ในขณะที่ Alibaba ได้ลงทุนสูงถึง 2.9 พันล้านเหรียญดอลล่าร์ในการทำธุรกิจกับ Sun Art Retail; ผู้ให้บริการ Hypermarket ชั้นนำในประเทศจีน; โดยหวังที่จะเพิ่ม “การเชื่อมต่อ” ระหว่างร้านค้าออนไลน์และร้านค้าปลีกที่สามารถจับต้องได้ เพราะหนึ่งในธุรกิจที่ Alibaba สนใจคือ ธุรกิจยานยนต์ (ที่น่าจะสามารถทำรายได้/กำไรที่ดีได้) ซึ่งลูกค้ายังคงต้องการเห็น สัมผัส และทดลองใช้งานสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ ในขณะที่การค้นหาข้อมูลและการซื้อออนไลน์ยังคงสร้างความสะดวกและได้ผลดีกว่าการต้องเดินทางไปที่ร้านค้า/showroomหลายๆที่ เพื่อหาสินค้าที่ถูกใจจริงๆ และนั่น ทำให้ Alibaba ปิ๊งไอเดียในการทำธุรกิจขายรถยนต์แบบใหม่ด้วย “Car Vending Machine”

ขั้นตอนการใช้งาน “Car Vending Machine” ของ Alibaba ก็แสนสะดวกสบาย ลูกค้าที่เคยใช้งาน Taobao Application อยู่แล้ว แค่เพียงถ่ายรูปรถที่ต้องการซื้อ/ทดลองขับ scan เข้า application  ระบบจะทำการค้นหาข้อมูลรถ ลูกค้าเลือกสีที่ต้องการ พร้อมกับใส่ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าเพื่อระบุตัวตน ซึ่งรวมถึงการถ่ายรูปแบบเซลฟี่ของลูกค้าเอง เพื่อจัดคิวการทดลองขับรถจริง  เมื่อถึงวันที่กำหนดลูกค้าเพียงเดินทางไปที่ “Car Vending Machine” ที่ซึ่งไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียว แสดงตัวตนที่ระบบได้จดจำใบหน้าลูกค้าเรียบร้อยแล้วผ่านแอพพลิเคชั่น ระบบดำเนินการตามออร์เดอร์ลูกค้า รถยนต์ที่ถูกเลือกไว้จะถูกนำมาให้ลูกค้าทดลองขับได้ทันที

ลูกค้าสามารถทดลองขับรถยนต์ได้นาน 3 วัน หลังจากนั้นสามารถสั่งซื้อรถยนต์ผ่าน Taobao หรือแม้แต่เลือกที่จะทดลองขับรุ่นอื่นๆต่อไปได้อีกเช่นกัน Alibaba วางแผนที่จะสร้าง Car Vending Machine สองแห่งในเมืองเซี่ยงไฮ้และเมืองหนานหนิงก่อน ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของ Car Vending Machine ก็คือ การทำให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ซื้อรถยนต์ที่ง่ายเหมือนซื้อน้ำอัดลมกระป๋องทั่วไป และในปี 2018 นี้ Alibaba จะสร้าง Car Vending Machine ให้ครบ 12 แห่งทั่วประเทศ ถึงแม้ว่า การให้ลูกค้าทดลองขับรถฟรีได้ 3 วันจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อธุรกิจ แต่ Alibaba ยังคงมุ่งหน้าพัฒนาธุรกิจนี้ แต่จะพิจารณาว่าลูกค้ารายไหนสามารถใช้บริการดังกล่าวได้ เช่น ลูกค้าที่ได้รับ Zhima credit score ถึงระดับที่กำหนดและจะต้องเป็น “Super Member” ของ Alibaba ด้วย เป็นต้น

Concept Car Vending Machine ของ Alibaba นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2017 บริษัท Autobahn Motors ได้เปิดตัว “The World Largest Luxury Car Vending Machine” แห่งแรกของโลกที่สิงคโปร์แล้ว โดยเป็นตึกสูง 15 ชั้น จำหน่ายรถยนต์มือสองระดับ high-end ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์รารี่ (Ferrari) เบนท์ลีย์ (Bentley) หรือ ปอร์เช่ (Porche) ที่จุได้สูงถึง 60 คัน ลูกค้าสามารถเลือกซื้อซุปเปอร์คาร์ดังกล่าวผ่านหน้าจอ touchscreen ที่ชั้นล่าง ภายใน 2-3 นาทีหลังจากจ่ายเงิน รถยนต์ที่ถูกเลือกจะถูกนำลงมาให้ลูกค้าตามต้องการทันที  Autobahn Motors ต้องการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง (creative และ innovative) และในขณะเดียวกันเป็นการใช้ที่ดินให้มีประสิทธิภาพจากปัญหาที่ดินหายากและแพงในสิงคโปร์

ย้อนไปในปี 2015 อีกหนึ่ง Project ที่คล้ายกัน บริษัท Carvana; Start-up ที่ทำธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มือสอง แบบออนไลน์ โดยลูกค้าสามารถซื้อ/ขายและจัดการเรื่อง finance รถยนต์มือสองบนเว็บไซต์ได้แบบเบ็ดเสร็จภายใน 20 นาที; ได้เปิดตัว Car Vending Machine แบบตึก 5 ชั้นที่เมือง แอตแลนตา (Atlanta) เมืองหลวงของรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์มือสองออนไลน์แล้ว เลือกที่จะไปรับรถเองที่ Showroom ดังกล่าว แต่ข้อแตกต่าง คือ Car Vending Machine นี้จะเป็นแบบหยอดเหรียญ นั่นคือ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์กับ Carvana จะได้รับเหรียญขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาพิเศษ เพื่อนำไปหยอดที่ Car Vending Machine ระบบจะประมวลผลและนำรถยนต์ที่ลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์ไว้ลงมาให้ที่ชั้นล่างอัตโนมัติ  นอกจากนี้ Carvana ยังเอาใจลูกค้า โดยมี option พิเศษเรียกว่า “7 days no questions asked” คือ ลูกค้าสามารถคืนรถยนต์ที่ซื้อไปแล้วได้หากไม่พอใจภายใน 7 วันนับจากวันซื้อจริง ซึ่ง Carvana คาดหวังว่าบริการพิเศษต่างๆนั้นจะสามารถสร้างประสบการณ์ในการซื้อที่ดีให้กับลูกค้าได้ เพราะการที่ลูกค้าเลือกที่จะรับรถยนต์เองที่ showroom ทำให้ Carvana สามารถประหยัดต้นทุนเพิ่มได้ แล้วนำเงินนั้นมาลงทุนใน Car Vending Machine ที่ดูเหมือนจะใช้ต้นทุนสูง แต่นั่นทำให้ Carvana ลดการจ้างพนักงานที่ Showroom ลดต้นทุนในการเก็บรถยนต์ไว้ ซึ่งรวมถึง Overhead cost ต่างๆด้วย ในขณะที่ราคารถยนต์สูงขึ้นแต่ยังคงถูกกว่า dealer บางราย ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่า Car Vending Machine เหล่านี้จะประสพความสำเร็จจริงหรือไม่ 

อย่างไรก็ดี Car Vending Machine เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของการค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาผนวกรวมกัน

อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเป็นอนาคตของ “Autonomous Vehicle” ที่ได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน Consumer Electronics Show (CES) ที่ผ่านมา ภายใต้ concept “Self-driving ecosystem”ยานพาหนะรูปร่างแปลกตาสามารถขับเคลื่อนไปที่ต่างๆได้อัตโนมัตินี้ ชื่อว่า “Snap” สามารถรับ/ส่งผู้โดยสาร เคลื่อนย้ายสินค้าในคลังสินค้า หรือขนส่งสินค้าไปยังปลายทางต่างๆได้ ด้วย “Intelligent Transportation Solution” ที่ถูกสร้างจาก Big data และ Machine Learning ทำให้ Snap สามารถวิเคราะห์โอกาสในการขนส่งที่มีประสิทธิภาพจากต้นทางไปยังปลายทางโดยใช้ปัจจัยต่างๆมาวิเคราะห์ด้วย เช่น ระยะเวลาในการ refuel/recharge battery เป็นต้น

Snap ยังสามารถทำอะไรได้อีกมากมายตามที่แสดงใน Video นี้ คลิ๊กที่นี่เพื่อดูการทำงานของ Snap!! Snap เป็นหนึ่งตัวอย่างของ “Mobility Ecosystem” จากการประมวลผลข้อมูลการเชื่อมต่อ Hardware และ Software เข้าด้วยกัน ทำให้เราเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่สร้างนวัตกรรมที่มีประโยชน์ (เช่น ลดการจราจรบนท้องถนน ลดมลพิษที่จะเกิดขึ้น ลดต้นทุนค่าขนส่ง เป็นต้น) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภายในปี 2030 เราคงได้ยลโฉม “Smart City” กับนวัตกรรมใหม่ๆ ดังจะเห็นได้จาก เมืองหนานจิง เมืองหลวงของมณฑลเจียงซู ในประเทศจีน ที่เริ่มมีการใช้ IoT บริหารจัดการการจราจรบนท้องถนนของประชากรกว่า 8 ล้านคน โดยการประมวลผลข้อมูลรถโดยสารประจำทาง แท๊กซี่ กล้องจราจร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ซึ่งมีข้อมูลกว่า 100 ล้านรายการต่อวัน ปัจจุบันหนานจิงสามารถพยากรณ์และตอบข้อมูลสภาพการจราจรที่ประชาชนสอบถามได้แบบ real time ซึ่งทำให้การคมนาคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นต้น

 

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย **

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก  forbes.com, buzzfeed.com, techcrunch.com, theverge.com, nytimes.com, sap.com, pexels.com

  • 4100
  • 1
  • previous
  • next

  • Thiratoon
  • พฤษภาคม 11, 2018
ขออนุญาตเสนอแนะว่า หากเอารูปภาพจากแหล่งอื่นมาใช้ ควรให้เครดิตกับแหล่งที่มาของภาพเหล่านั้นด้วยครับ