Blog

New Trend/ Innovation


“Digital Transformation” ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตอนที่ 1

  • มกราคม 31, 2018

____________________________________________________

 In Brief

7 เทคโนโลยีสำคัญในยุคดิจิตอล ได้แก่ Digital Source, Autonomous Driving, Connected Supply Chain, Predictive Maintenance, Mobility-as-a-service (MaaS), Data Security and Protection และ 5G เทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิตอล!! 

___________________________________________________

"Urbanization” หรือ การเกิดสังคมเมืองกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกอาศัยอยู่ในเขคเมือง 90%ของการเกิดสังคมเมืองจะอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา ผู้บริโภคในเขตเมืองจะมีความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นและพึ่งพาระบบดิจิตอลในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉาพะการใช้งานบนสมาร์ทโฟน (จากการศึกษาวิจัยของบริษัท Accenture) ซึ่งนั้นทำให้ความคล่องตัว การเชื่อมต่อและความต้องการข้อมูลบนโลกดิจิตอลเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต โมเดลธุรกิจตลอดจนสินค้าใหม่ๆจะต้องสามารถตอบโจทย์สังคมยุคดิจิตอลได้ทันท่วงที เช่นเดียวกับประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น มีอายุมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าตั้งแต่ปี 2000 จนถึง 2050 ประชากรโลกที่อายุเกิน 60 ปีจะเพิ่มสูงขึ้น 11-22% และใน 2 พันล้านคนนั้นเป็นประชากรวัยรุ่นในยุคดิจิตอล  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การเข้าใจ/คาดการณ์ต่อพฤติกรรม ความต้องการ/แรงจูงใจของผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อโลกกำลังต้อนรับกับยุคดิจิตอลอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการใช้งาน “Cloud Computing” “Big Data and Analytics” “Broadband Connectivity” “e-commerce” “Social Media” ตลอดจน “Smart sensor และ Internet Of Thing” ที่กำลังมาแรง จึงกลายเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะต้องปรับตัว ซึ่งภายในปี 2020 มีการคาดการณ์กันว่า  ระบบดิจิตอล (Digitalization) จะทำให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มสูงขึ้น ถึง 82 พันล้านเหรียญ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ต่างต้องการที่จะตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหา การซื้อ ตลอดจนการขับขี่ยานยนต์ในฝันของตน ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์จะเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างแน่นอน

Digital source

ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อรถยนต์ เดิมทีลูกค้าจะถูกจูงใจด้วยโฆษณารถยนต์ทางโทรทัศน์/หนังสือพิมพ์/ถูก approach โดยเซลส์แมน ซึ่งนำไปสู่การเจรจาและจบที่การตกลงซื้อขาย แต่ลูกค้าจะไม่ค่อยมีทางเลือกในการเปรี่ยบเทียบราคา เงื่อนไขการซื้อ/ของ premium ต่างๆมากนัก และนั่นทำให้ประสบการณ์การซื้อรถยนต์เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลสำหรับลูกค้าใมอดีตที่ผ่านมา แต่ปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงประสบการณ์ส่วนตัวและความคิดเห็นต่างๆของลูกค้าที่ได้ซื้อรถยนต์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ลูกค้าจึงมีทางเลือกมากขึ้นก่อนที่จะเข้าไปชมของจริงที่ศูนย์โชว์รูม “Truecar.com” เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลรถยนต์ที่สามารถเปรียบเทียบ spec และราคาของรถยนต์ยี่ห้อต่างๆได้เบ็ดเสร็จในเว็บไซต์เดียว หนึ่งตัวอย่างที่อำนวยความสะดวกในการซื้อรถใหม่และรถมือสองให้ลูกค้าเพียงปลายนิ้วคลิ๊ก และนั่นทำให้ดีลเลอร์รถยนต์ต้องหันมาใช้ Digitalization มากขึ้นเช่นกัน

 

Audi; บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของเยอรมนี; เป็นหนึ่งในตัวอย่างการปรับตัวตามยุคดิจิตอล โดยได้สร้าง “Digitalized Showroom” ในลอนดอน, สหราชอาณาจักร โดยมีการนำ Tablet, Video wall, tabletop touchscreen และที่สำคัญ Augmented and Virtual Reality มาใช้ในการสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับลูกค้า ลูกค้าสามารถเลือกดูรถยนต์แบบ virtual 360 องศาทั้งภายในและภายนอกได้บนหน้าจอขนาดใหญ่ที่โชว์รูม ข้อมูลรายละเอียดของรถจะปรับเปลี่ยนไปตามที่ลูกค้าเลือกดู (real-time 3-D rendering technology) ทั้งภาพและเสียงสมจริงเหมือนมีรถยนต์คันจริงแสดงอยู่ และยังมี Application Audi ที่มีลูกเล่นต่างๆในโชว์รูม ไม่ว่าจะเป็นเกมส์แข่งรถหรือการเยี่ยมชมโชว์รูมแบบ 3D Digital ก็มีด้วยเช่นกัน

Autonomous driving

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Vehicle- AV) ยังคงเป็นที่กล่าวถึงและถูกพัฒนาในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Tesla ของ Elon Musk ผู้มุ่งมั่นตั้งใจกับโครงการนี้อย่างมาก และดูเหมือนใกล้จะเป็นความจริงในไม่ช้า ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ตั้งแต่ GPS ระบบเซนเซอร์ กล้องดิจิตอล การเชื่อมต่อกันของอุปกรณ์ต่างๆ AI และ algorithm ที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว ด้วยความหวังว่า AV จะสามารถลดจำนวนอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนนได้  ซึ่ง “Assisted-driving” อีกโมเดลหนึ่งของ AV น่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นก่อนภายใน 10 ปีข้างหน้า ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า AV แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ Self-driving technology เป็นเรื่องของโลกติจิตอล การเชื่อมต่ออินเตอร์เนท นั่นย่อมหมายถึงการคุกคามทางด้าน cyber security ย่อมเกิดขึ้นได้ ประเด็นนี้จึงเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับ AV ที่ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบต่อไป

Connected Supply Chain and Improved Manufacturing  

การเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิตอล (Digital Transformation) กำลังถูกนำมาใช้เพื่อสร้าง/ปรับแต่งประสบการณ์ของผู้บริโภค (Personalize และ Customize) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ก็เช่นกัน  การใช้ระบบดิจิตอลทำให้ส่วนต่างๆของซัพพลายเชนเชื่อมต่อกัน สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยัง engage ผู้บริโภคได้มากขึ้นด้วยเพราะได้นำข้อมูลต่างๆมาวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากขึ้น การทำงานต่างๆเป็นแบบ Decentralized เพราะดิจิตอลทำให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) ในซัพพลายเชน ทั้งการออกแบบ การผลิตและการกระจาย/ขนส่งสินค้า โดยเฉพาะ IoT และ AIทำให้เกิด “Smart Factory” ที่ดำเนินธุรกรรมต่างๆอย่างเป็นระบบ ในขณะที่ “หุ่นยนต์ (Robot)” สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์และช่วยลดการทำงานที่ซับซ้อนยุ่งยากได้ ซึ่งนั่นทำให้กำลังการผลิตดีขึ้น (จากสถิติเพิ่มขึ้นถึง 8.3 เท่า) และของเสียจากการผลิตลดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการลงทุนทางด้านดิจิตอลดังยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของ Smart Factory เช่นกัน

Predictive Maintenance

ด้วยระบบ “Advanced self-diagnostics” ผู้ขับขี่รถยนต์จะหมดความกังวลเรื่องรถเสียกลางทาง เพราะระบบจะแจ้งเตือนอัตโนมัติก่อนปัญหาจะเกิดขึ้น (Proactive) ซึ่งช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ผลิตรถยนต์ไม่ต้องเรียกรถยนต์กลับมาแก้ไขหากเกิดสินค้า defect ในตลาด  “Michelin’s tire monitoring program” หรือพูดง่ายๆ ก็คือโปรแกรมติดตามสมรรถนะของยางรถยนต์แบบ Real-time หนึ่งในตัวอย่างของ Predictive Maintenance โดยการใช้ “Telematics และ Predictive Analysis” ซึ่งให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ทั้งทางด้านสถิติ และเทคนิคอลเพื่อวิเคราะห์ ROI จากการใช้ยางรถยนต์ของรถแต่ละคัน ข้อมูลจะถูกเก็บ record และเชื่อมต่อกับ ระบบ Fleet Asset Monitoring และเชื่อมต่อระหว่าง OEMs กับลูกค้าเจ้าของรถ ซึ่งการให้บริการ maintenance รถยนต์จะดำเนินตลอดอายุการใช้งาน

Mobility-as-a-service (MaaS)

เมื่อธุรกิจ Startups อย่าง Uber และ Lyft เข้ามา disrupt อุตสาหกรรมยานยนต์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการขนส่ง/การเดินทางจากรถยนต์ส่วนบุคคลไปเป็นแบบ “Service-oriented” ซึ่งอีกนัยนึง สามารถลดโอกาสในการซื้อยานพาหนะส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงค่า maintenance รถยนต์และค่าป้ายทะเบียน/ภาษีต่างๆ MaaS ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้บริโภค ซึ่ง Volkswagen กำลังศึกษา/พัฒนาแอพพลิเคชั่น Ride-sharing ในขณที่ Fiat กำลังหารือกับ Google เช่นกัน

Data Security and Protection

นับว่าปัจจุบันนี้ อุตสากรรมยานยนต์กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ข้อมูลต่างๆในการทำธุรกิจเป็นอันดับสองของโลก “ยานยนต์อัจฉริยะ (Intelligent Vehicle)” ในอนาคตจะเก็บข้อมูลเกียวกับคนขับ ปลายทาง เส้นทาง/การจราจรของถนนหนทางต่างๆ  ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่าง Jaguar และ Rover ได้พัฒนา Smart Car ที่ใช้ศึกษาความชอบและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความลับทางข้อมูลของลูกค้าด้วย ซึ่งยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องหา solution จนถึงปัจจุบัน

5G Technology

เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขนาดนี้ การเชื่อมต่อกันของอุปกรณ์แบบ “Smart” ต่างๆ หรือการทำธุรกรรมทางธุรกิจหลายล้านรายการจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาด Networking แบบ 3G / 4G และนั้นเป็นที่มาของการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ซึ่งหากคิดภาพตามง่ายๆคือเหมือนการเปลี่ยนจาก “เครื่องพิมพ์ดีด” มาเป็น “เครื่องคอมพิวเตอร์” เพราะ 5G สามารถจัดการกับอุปกรณ์ IoT ได้กว่าพันล้านรายการ และที่สำคัญคือความสามารถในการประมวลผลข้อมูลเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับโลกเสมือนจริง (Virtual Reality) และ Augmented Reality ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5G จะเป็นตัวผลักดันการเกิดรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและการใช้โดรนขนส่งสาธารณะในอนาคตได้ ด้วยขีดความสามารถของ 5G ทั้งความเร็วของอินเตอร์เนทและการประมวลผล Real-time สามารถสร้าง connection ระหว่างยานพาหนะ คนโดยสาร/เดินเท้า อาคารและสัญญาณไฟจราจรบนท้องถนน (ที่ 4G ไม่สามารถทำได้) ซึ่งทำให้โอกาสเกิด “Smart City” สูงขึ้นด้วย ต้นปีนี้ 13 เมืองในสหรัฐอเมริกาจะเริ่มใช้งาน 5G เป็นประเทศแรกด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาในงาน International Consumer Electronics Show (CES); งานแสดงมหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคระดับโลก; ที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมต่างๆเข้ามาแสดงนวัตกรรมสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงกว่า 100 บริษัท ซึ่งล่าสุดจัดขึ้นที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ภายในงานมีนวัตกรรมใหม่ๆที่น่าสนใจอย่างมาก หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การเดินหน้าสู่เมืองอัจฉริยะของผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Ford ที่ได้ลงทุนร่วมธุรกิจกับ 2 Startup ได้แก่ “Autonomic” บริษัทให้บริการ “Transportation Mobility Cloud” ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Cellular vehicle-to-everything (C-V2X); พัฒนาโดย Qualcomm; ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงและสื่อสารกันระหว่างยานพาหนะ คนเดินถนน รถบริการสาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง จนกลายเป็น “Smart City” ที่สามารถบริหารจัดการรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในอนาคตได้ และ "Transloc" ผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีสำหรับ “City Microtransit Solution” ทำให้การบริหารจัดการการขนส่งสาธารณะมีประสิทธิภาพ แล้วมาติดตาม “Smart City” กับนวัตกรรมต่างๆที่จะเข้ามามีบทบาทในอนาคตอันใกล้กับแต่ละอุตสาหกรรม เร็วๆนี้

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก medium.com, convergetechmedia.com, futurism.com, Accenture.com, ces.tech, pexels.com, autonews.com, fortune.com

  • 4001
  • 0
  • previous
  • next