Blog

New Trend/ Innovation


AmazonGo ร้านสะดวกซื้อแห่งอนาคต

  • มกราคม 24, 2018

____________________________________________________

In Brief

หมดปัญหากับการเสียเวลาเข้าคิวรอชำระเงินค่าสินค้า!! “Just walk out” Concept ง่ายๆของร้านสะดวกซื้อจาก Amazon ที่นำเอาเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” มาช่วยแก้ปัญหา “ความไม่สะดวกสบาย” ของลูกค้า เพียงแค่ เช็คอิน เลือก หยิบ และไป !! การช๊อปปิ้งทำได้ง่ายๆ ภายในไม่กี่นาที !!

___________________________________________________

ความเดิมตอนที่แล้ว . . . จากที่เคยนำเสนอบทความเกี่ยวกับยักษ์ใหญ่ค้าปลีก Amazon ได้ก้าวเข้ามาในธุรกิจขายสินค้า “Grocery” ด้วยการซื้อกิจการของ “Whole Foods” โดยหวังที่จะเป็นเจ้าครองตลาดสินค้าออร์แกนนิกส์และอาหารปรุงสำเร็จที่จะถูกมองว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพระดับ “High-end”  ในนาม “AmazonFresh”  (ย้อนดูบทความเรื่อง “Amazon กับธุรกิจใหม่ “High-end Grocery” ได้ที่นี้) มาวันนี้ Amazon ได้ทำให้ผู้บริโภคตื่นเต้นอีกครั้ง ด้วยร้านสะดวกซื้อสุดไฮเทคจากนวัตกรรมปัญญาประดิษญ์ (AI) ในชื่อ  “AmazonGo”  แค่เพียงเช็คอินด้วย Amazon Account ที่หน้าร้าน เลือกและหยิบสินค้า แล้วเดินออกจากร้านค้าได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวจ่ายเงินอีกต่อไป!!!

ใช่ . . . นั่นคือ concept หลักของร้านค้าแห่งอนาคตจาก Amazon “Just walk out” ความพยายามในการลดสิ่งที่ทำให้ลูกค้ารู้สึก “ไม่สะดวก” ในการซื้อสินค้าจาก “ร้านสะดวกซื้อ” ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การเข้าคิวชำระค่าสินค้า นั่นเอง โดยร้านค้าแห่งนี้ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ Amazon ที่เมืองซีแอตเทิล (Seattle), วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา บนพื้นที่ 1,800 ตารางฟุต (ประมาณ 168 ตารางเมตร) เป็นเวลาเกือบปีที่ร้านค้าแห่งนี้ได้เปิดทดลองขายสินค้าให้กับพนักงาน Amazon ในแถบ South Lake Union เท่านั้น จนกระทั่งมีความพร้อมและเปิดขายแก่ลูกค้าทั่วไปเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา

ก่อนเข้ามาเลือกซื้อสินค้าที่ AmazonGo ลูกค้าจะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “AmazonGo” ในสมาร์ทโฟน จากนั้น log-in เข้า Amazon account เพื่อตั้งค่าการชำระเงินค่าสินค้า ก็เป็นอันพร้อมใช้บริการร้านสะดวกซื้อสุดไฮเทคนี้ทันที เมื่อมาถึงหน้าร้าน ลูกค้าจะต้องแสกน “QR Code” จากแอพพลิเคชั่น AmazonGo ที่ทางเข้าเพื่อระบุตัวตนก่อนที่จะเริ่ม Shopping สินค้าในร้านได้

ภายในร้าน AmazonGo มีสินค้ามากมายหลายประเภท ตั้งแต่อาหารพร้อมรับประทาน นม โยเกิร์ต  กาแฟ ขนมขบเคี้ยว ตลอดจนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเบียร์และไวน์ สิ่งที่ทำให้ร้านค้านี้น่าสนใจ ก็คือ การไม่มีเคาน์เตอร์ชำระเงินที่ต้องต่อคิว แม้ภายในร้านจะมีพนักงาน Amazon หลายคนตามจุดต่างๆ แต่เป็นเพียงทีมงานที่ดูแลสินค้า (เช่นแพคแซนวิช สลัด ฯลฯ) และแนะนำวิธีการใช้งานร้านค้าแก่ลูกค้าเท่านั้น ลูกค้าไม่จำเป็นต้องแสดงให้พนักงานเห็นว่าหยิบสินค้าอะไรไปเท่าไหร่บ้าง ลูกค้าสามารถนำสินค้าใส่ถุง/กระเป๋าหิ้วที่พกมาด้วยได้ทันที เพราะที่ร้านค้าแห่งนี้ ไม่มีตะกร้าหรือรถเข็นเหมือน super market ทั่วไป และนั่นทำให้ AmazonGo ต่างจากร้านขายหนังสือของ Amazon หรือร้านสะดวกซื้อทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ ลูกค้าจะได้รับใบเสร็จรายการสินค้าทั้งหมดที่หยิบไปหลังจากช๊อปปิ้งสิ้นสุดลงภายใน 10-15 นาที (จากรายการสินค้าใน Virtual Shopping Cart บน application ซึ่งไม่รวมรายการที่เปลี่ยนใจคืนบน shelf เพราะสินค้าเหล่านั้นจะถูกลบออกจากระบบทันที) และเป็นการสิ้นสุดกระบวนการทั้งหมดนั่นเอง

Amazon ใช้เทคโนโลยีหลายอย่างในร้านค้าแห่งนี้ ประกอบด้วย “Computer Vision” (ใช้ในการจดจำสินค้าต่างๆในร้านค้า โดยประมวลผลภาพสินค้ามากมายหลายรูป), “Sensor Fusion” (ใช้ในการรวมข้อมูลการ observe เหตุการณ์ของกล้องแต่ละตัวในร้าน ผสมผสานกับการคำนวน probability ในการเกิดเหตุการณ์ต่างๆตามหลัก Bay’s Rule) และ “Deep Learning” (การประมวลผลข้อมูลให้เกิด algorithmต่างๆ ทำงานเสมือนกลไกของประสาทในสมองมนุษย์ (Neural Network)) และ RFID ที่ติด tag อยู่ที่สินค้า ซึ่งเทคโนโลยีทั้งหมดถูก connect เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอลที่มีกว่า 100 ตัวตามมุมต่างๆในร้าน ระบบเซนเซอร์ในแต่ละจุดที่ลูกค้าเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้รู้ว่าลูกค้าคือใคร กำลังมองหาและเลือกซื้อสินค้าอะไร ระบบสามารถที่จะแยกแยะและระบุตัวตนที่ถูกต้องของลูกค้าแต่ละรายได้ และต้องเข้าใจ/วิเคราะห์ได้ว่าลูกค้าเปลี่ยนใจในการเลือกสินค้าชิ้นที่ 1 และหยิบสินค้าชิ้นที่ 2 แทน แล้วสามารถทำธุรกรรมการเงินที่ถูกต้องในการซื้อสินค้าแต่ละครั้งได้ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบของร้านจะต้องพยากรณ์สินค้าคงเหลือทั้งหมดเพื่อ “reorder” และ “restock” สินค้าในแต่ละ shelf วิเคราะห์จัดวางตำแหน่งของสินค้าขายดีเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า ต้อง optimize ความหนาแน่นของลูกค้าในร้านไม่ให้เกิดคอขวด และที่สำคัญยังต้องป้องกันการขโมยของในร้านอีกด้วย

ดูเหมือนว่า Amazon ไม่ได้เป็นเพียงร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ธรรมดา แต่ยังเป็นเสมือน “คลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Data warehouse)” เพราะ Amazon มีข้อมูลประวัติธุรกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้ามากมาย ทำให้ระบบของร้านค้าสามารถคำนวณโอกาสที่ลูกค้าจะหยิบสินค้าแต่ละชิ้นได้ล่วงหน้า กล่าวคือ เมื่อลูกค้าคนหนึ่งจะซื้อนมสดขวดใหญ่ทุกวันศุกร์ เพราะฉะนั้นในสัปดาห์ต่อๆมา โอกาสที่ลูกค้าจะซื้อนมสดอีกย่อมมีสูง เมื่อประกอบกับการจับภาพของกล้องดิจิตอลในร้าน กับ sensor fusion และข้อมูล RFID ทำให้การคำนวณเงินค่าสินค้าของลูกค้าถูกต้องแม่นยำมากที่สุดเมื่อ check out จากร้าน นอกจากนี้ Amazon ยังใช้ Graphic Processing Unit (GPU) ในการประมวลผลการทำงานด้านภาพกราฟฟิกที่มีประสิทธิภาพมาก (จากเดิมที่ใช้ CPU ประมวลผลเป็นชั่วโมงๆ แต่ GPU ใช้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น) และการประมวลผลข้อมูลทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม “Cloud Computing” ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก; Amazon Web Service (AWS); และเป็นบริการที่สร้างรายได้และกำไรมหาศาลให้กับ Amazon มากกว่าธุรกิจค้าปลีกเสียอีก

อย่างไรก็ตาม Amazon ใช้เวลาในการพัฒนาร้านค้าดังกล่าวนานถึง 5 ปี (beta test 1 ปี) ที่สำคัญกว่า AI จะสามารถบริหารจัดการร้านนี้ได้อย่างราบรื่น ไม่เกิดข้อผิดพลาดในธุรกรรมต่างๆนั้น ต้องอาศัยการอบรมจากพนักงานจริงๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ (Machine Learning) และสร้าง Optimized Model ในการทำงาน ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด แต่คนก็ยังคงเป็นทรัพยากรสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อตอบโจทย์ความต้องการไม่สิ้นสุดของคน ถึงแม้ว่า ร้านสะดวกซื้อของ Amazon นี้ยังคงมีพนักงานประจำร้านเพื่อบริหารจัดการงานบางอย่างอยู่บ้าง แต่อนาคตของตำแหน่งงานพนักงานแคชเชียร์ที่จะหายไปในธุรกิจร้านสะดวกซื้อนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่กังวลกันอยู่ คงต่อรอดูต่อไปว่าประเด็นนี้จะถูกแก้ไข/ปรับเปลี่ยนอย่างไร และ Amazon จะมีนวัตกรรมอะไรมาให้เราได้ตื่นเต้นกันในอนาคตอีก

 

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย **

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก amazon.com, cnbc.com, forbes.com, arstechnica.com, inc-asean.com, recode.net, pexels.com

  • 2772
  • 0
  • previous
  • next