Blog

Logistics Update


จาก “Tractor” สู่ “Lamborghini”

  • ธันวาคม 11, 2017

____________________________________________________

In Brief

"เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ทุกครั้งมักเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจ (Motivation) เสมอ ไม่ใช่แค่โชคหรือสัญชาตญาณ แต่เป็นการผสมผสานกันขององค์ประกอบต่างๆ ไม่ใช่แค่การบริหารงานที่ดี แต่ต้องขายสิ่งใหม่ๆ  ขายเทคโนโลยีด้วย แค่สุนทรียศาสตร์อย่างเดียวเท่านั้นไม่เพียงพอ” Tonio Lamborghini ทายาทรุ่นที่ 2 กล่าว"

___________________________________________________

“Lamborghini” รถยนต์สมรรถนะสูงสัญชาติอิตาลี (หรือที่เรียกกันว่า “Super car”) ที่มาพร้อมความหรูหราและ design โฉบเฉี่ยวแปลกตา ใครหลายคนต่างเฝ้าฝันอยากมีโอกาสครอบครองสักวัน แต่เบื้องหลังความสำเร็จของLamborghini นั้นไม่ได้มาง่ายๆ ด้วย “ความเชื่อมั่นและรักในสิ่งที่ทำ” และ “ความอุตสาหพยายาม” อีกทั้ง ”ความเข้าใจลูกค้าและวิสัยทัศน์อันกว้างไกล” ทำให้ “Lamborghini” ดำเนินธุรกิจและต่อยอดเจตนารมณ์จากรุ่นสู่รุ่น จนประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

เฟอร์รุชโช ลัมโบร์กีนี; Ferruccio Lamborghini; ชายหนุ่มชาวอิตาเลี่ยนผู้ก่อตั้งบริษัท Lamborghini Trattori S.p.A." ได้เติบโตมาในไร่องุ่นที่อิตาลี่ แต่ด้วยความหลงใหลในเครื่องยนต์มากกว่า หลังจากเรียนจบ เฟอร์รุชโช ได้มีโอกาสทำงานให้กับฐานทัพอากาศอิตาลี และเริ่มต้นซ่อมแซมรถแทรกเตอร์ โดยใช้ชิ้นส่วน/อะไหล่เหลือใช้จากยานพาหนะของทหาร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจแรกของ Lamborghini “รถแทรกเตอร์” ประสิทธิภาพสูงได้ถูกผลิตขึ้น เฟอร์รุชโชได้ก่อตั้งโรงงานแทรกเตอร์ชื่อ “Lamborghini Trattori S.p.A." ในปี 1948 จนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นบริษัทผลิตรถแทร็กเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี ต่อมาได้ขยายธุรกิจในการผลิตเครื่องปรับอากาศ (ชื่อบริษัท Lamborghini Bruciatori) ในปี 1959 อีกด้วย

เวลาผ่านไป เฟอร์รุชโช เริ่มมีฐานะมั่งคั่งและด้วยความหลงใหลในเรื่องเครื่องยนต์และความฝันที่จะมีรถ super car ที่สมรรถนะสูงเป็นที่น่าพอใจ เฟอร์รุชโชจึงเริ่มซื้อรถยนต์อย่าง อัลฟา โรเมโอ (Alfa Romeo), มาเซราติ (Maserati), จากัวร์ (Jaguar), แอสตัน มาร์ติน (Aston Martin) และแน่นอน “Ferrari 250GT” ซึ่งเป็นรถสปอร์ตที่ได้รับความนิยมและน่าหลงใหลที่สุดในยุคนั้น แต่สิ่งที่ทำให้ เฟอร์รุชโช สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการยานยนต์ ก็คือ การที่เฟอร์รุชโชไม่พอใจในสมรรถนะของ Ferrari รถคันโปรด จนถึงขนาดเข้าไปพบ Enzo Ferrari ผู้ก่อตั้งรถ Ferrari ด้วยตนเอง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “ความไม่ใส่ใจในความต้องการของลูกค้า” อย่างเฟอร์รุชโชที่ได้บอกไป ด้วยคำตอบจาก Enzo Ferrari ที่ว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รถ แต่อยู่ที่คนขับ!” และนั่นทำให้เฟอร์รุชโชคิดที่จะสร้างรถยนต์ที่ดีกว่า Ferrari ให้ได้

หลังจากนั้นเพียง 9 เดือน (ปี 1962) ด้วยความมุ่งมั่นและรักในสิ่งที่ทำ เฟอร์รุชโช ได้จ้าง Giotto Bizzarini (ผู้ร่วมออกแบบรถ Ferrari 205GT), Franco Scaglione, and Gian Paolo Dallara อดีตพนักงานของ Ferrari ทั้งหมดเข้ามาร่วมคิดค้น พัฒนาและผลิตสุดยอดรถยนต์ที่เหนือกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า Ferrari ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยความเร็ว 150 ไมล์ต่อชั่วโมงบน Autostrada del Sole มอเตอร์เวย์ที่มีชื่อเสียงของอิตาลีซึ่งเชื่อมต่ออิตาลี (Milan) กับเนเปิลส์ (Naples) ผ่านโบโลญญาฟลอเรนซ์และโรม ด้วยกม.ที่ 754 และถือเป็นถนนสายหลักของประเทศ (ระยะทางทั้งเส้น 6,758 กิโลเมตร หรือ 4,199 ไมล์) และในที่สุดเฟอร์รุชโชได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของวงการรถสปอร์ต ด้วยรถยนต์ Lamborghini 350GTV Design รูปแบบสุดล้ำของตัวรถ เทคโนโลยีของเครื่องยนต์ การวางตำแหน่งเครื่อง และการบังคับควบคุมที่ได้รับการทดสอบจนสมบูรณ์แบบเป็นที่น่าพอใจ และได้ก่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ ภายใต้ชื่อ Automobili Lamborghini ในปี 1963 โดยโครงสร้างและรูปแบบของอาคารโรงงานถูกออกแบบให้สามารถมองเห็นการผลิตได้ชัดเจน เพราะเมื่อเฟอร์รุชโชเห็นอะไรที่ไม่เป็นที่พอใจ เขาจะลงมือดำเนินการเองทั้งหมด ส่วนสัญลักษณ์ “กระทิง” ของ Lamborghini นั้นมาจากราศีเกิดของเฟอร์รุชโช (Taurus the bull) ในขณะที่ชื่อรุ่นของรถยนต์ Lamborghini จะเกี่ยวข้องกับ “การสู้วัวกระทิง (Bull Fighting)” หรือพันธุ์ของวัวกระทิงที่มีชื่อเสียงทั้งหมดด้วยเช่นกัน (เช่น Muira เป็นชื่อสายพันธุ์วัวกระทิงของสเปนจากฟาร์มของ Don Eduardo Muira  เป็นต้น)

เรื่องราวของ Lamborghini เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะแนวคิดในการทำธุรกิจในทายาทรุ่นต่อมา เฟอร์รุชโชได้ให้ทายาทของเขา Tonino Lamborghini เข้าบริหารงานแทนด้วยวัยเพียง 35 ปี ด้วยการให้อิสระทางความคิดแก่ Tonio และวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างไม่ยึดติดกับความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง

“อะไรที่คิดว่าถูกต้อง ก็ให้ทำต่อไป” –เฟอร์รุชโชกล่าว เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ทุกครั้งมักเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจ (Motivation) เสมอ ไม่ใช่แค่โชคหรือสัญชาตญาณ แต่เป็นการผสมผสานกันขององค์ประกอบต่างๆ ไม่ใช่แค่การบริหารงานที่ดี แต่ต้องขายสิ่งใหม่ๆ ขายเทคโนโลยีด้วย แค่สุนทรียศาสตร์อย่างเดียวเท่านั้นไม่เพียงพอ – Tonio ทายาทรุ่นที่ 2 กล่าว ซึ่งนั่นรวมถึงการสนใจในความต้องการของลูกค้า หากวันนั้น Ferrari สนใจในสิ่งที่เฟอร์รุชโชได้พูดถึงความไม่พอใจในรถ Ferrari ของเขา ก็อาจจะไม่มี Lamborghini ในวันนี้ ในขณะที่เฟอร์รุชโชกลับมองไปไกลกว่าและมองเห็น “โอกาส” ทางธุรกิจแทน

“ลูกค้าทุกวันนี้ต่างจากเมื่อ 30 ปีก่อน เราอยู่ในยุคของโลกาภิวัตน์ (Globalization) ที่ซึ่ง Internet และ Social Media มีอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อเรา ผู้คนรู้เรื่องต่างๆได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานตัวหนึ่ง ซึ่งเราต้องตระหนักถึงและคิดไว้เสมอเมื่อเราจะต้องทำธุรกิจต่อไป” - Ferruccio Lamborghini (ชื่อเดียวกันกับต้นตระกูล)ทายาทรุ่นที่ 3 กล่าว “หัวใจของเรายังคงคิดถึงล้อรถและเครื่องยนต์ มันฝังอยู่ใน DNA แต่ต่อไปในอนาคตมันไม่ใช่รถแทรกเตอร์หรือรถสปอร์ตอีกต่อไป มันจะต้องเป็นอะไรที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม” Tonio ทายาทรุ่นที่ 2 กล่าว

ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้ Lamborghini ต้องปรับตัวและเกิดการต่อยอดธุรกิจทางด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม  นาฬิกา โทรศัพท์มือถือ หรือแม้แต่แว่นตา ด้วยสัญลักษณ์ที่เป็นที่จดจำได้จึงไม่ยากนักที่จะทำให้สินค้าต่างๆ เป็นที่น่าสนใจสำหรับลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า รถยนต์ Miura Lamborghini จะขายดี แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เฟอร์รุชโชมีแหล่งเงินทุนที่เพียงพอสำหรับบริษัท ในปี 1972 บริษัทได้ถูกขายต่อให้กับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสวิส และถูกเปลี่ยนมืออีกหลายครั้งจนกระทั่งปี 1987 ถูกซื้อไปโดยบริษัท Chrysler ซึ่งได้ผลิต Lamborghini อีกหลายรุ่นออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น Espada Jarama และ รถยนต์ 4 ที่นั่งอย่าง Urraco แต่รุ่นที่ดูเหมือนจะชนกับ Ferrari ในทุก Showroom ระดับ High-end ทั่วโลก คือ Countach  และปี 1998 ถูกซื้อไปโดยบริษัท Audi ด้วยมูลค่า 111 ล้านดอล์ล่าร์ ซึ่งต่อมาในปี 2001 ได้เปิดตัวรุ่น  Murciélago แทนรุ่น Diablo (ที่ได้รับความนิยมและเป็นรุ่นที่สามารถขับเคลื่อนได้เร็วที่สุดในทุกรุ่นที่ผลิตมาคือ 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง) โดยชื่อนั้น มาจากวัวกระทิงที่ถูกนักล่าวัวกระทิง (Matador) แทงถึง 24 ครั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งนั่นเป็นการส่งสัญญาณให้กับบริษัทรถยนต์คู่แข่งว่า ถึงแม้จะมีอุปสรรคปัญหาต่างๆ Lamborghini จะยังคงดำเนินธุรกิจอยู่และพัฒนาสินค้าของตนอย่างต่อเนื่องต่อไปเช่นกัน

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก businessinsider.com, todayifoundout.com, lambocars.com, Wallpapersite.com (Author: Joshua Hway)

  • 2010
  • 0
  • previous
  • next