Blog

Logistics Update


เมื่อ Google และ Walmart จับมือกันในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์!

  • กันยายน 06, 2017

____________________________________________________

In Brief

การร่วมธุรกิจของยักษ์ใหญ่ “Google” และ “Walmart” ที่กำลังจะสั่นสะเทือน Amazon และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า “ไม่มีใครเป็นผู้ครองตลาดอย่างแท้จริง” สิ่งสำคัญก็คือ ธุรกิจยอมที่จะปรับตัวตามดิจิตอลเทรนด์ที่เกิดขึ้น      มากน้อยเพียงใด ซึ่ง “Agile Supply Chain” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจคงอยู่ได้

___________________________________________________

เมื่อเร็วๆนี้ “Google” ยักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกันแห่งวงการ Search Engine, e-mail แผนที่ดิจิตอล และซอฟแวร์จัดการด้านสำนักงาน (Google Docs) ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ “Walmart” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีก เพื่อร่วมกันทำธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ โดยหวังว่าจะสามารถสั่นคลอนยักษ์ใหญ่อย่าง “Amazon” ได้บ้างไม่มากก็น้อย 

การร่วมธุรกิจกันของ Google และ Walmart ในครั้งนี้จะมีผลในเดือนหน้า โดยลูกค้าของ Walmart จะสามารถเข้าถึงและเลือกสั่งซื้อสินค้าจาก “Shelf” ของ Walmart ผ่านทาง “On-line Retailing Service” บน “Google Express” ซึ่งเป็น Marketplace ของ Google ได้ และยังสามารถสั่งซื้อสินค้าด้วยเสียงผ่าน “Google Home” หรือ “Voice-activated Speaker”  ลำโพงสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะซึ่งสามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านได้ด้วย เหมือนคู่แข่งอย่าง Amazon’s Echo (ฟังดูเหมือนว่าจะเป็นความท้าทายสำหรับ Amazon โดยเฉพาะกับ Alexa voice-ordering system) ซึ่งแน่นอนว่าการขยับทางธุรกิจดังกล่าวทำให้ Supply chain ของร้านค้าปลีกต่างๆต้องปรับตาม หรือเรียกว่าเป็น “Smart Consumer Supply Chain” ซึ่งความยืดหยุ่นดังกล่าวกลายเป็นความท้าทายของธุรกิจที่จะต้องปรับตัวจากการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากสินค้าที่หมดจากชั้นวางของในร้านของตน ( Shelf-centric demand)

Google ได้ประกาศที่จะยกเลิกค่าสมาชิกปีละ 95 ดอลล่าร์สหรัฐฯสำหรับการขนส่งแบบ Express โดยจะเปลี่ยนมาให้บริการขนส่งฟรีแทนเมื่อปริมาณ order ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ในขณะที่ Walmart ประกาศว่าจะพัฒนาร้านสาขากว่า 4,700 ร้านและ Fulfillment Network ทั่วสหรัฐฯ ที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการ shopping สินค้าด้วยเสียง ซึ่งรวมถึงสามารถซื้อของจากร้านสาขาต่างๆได้ทั่วประเทศอีกด้วย ความสะดวกสบายสำหรับลูกค้าจะเกิดขึ้น เมื่อ บัญชีลูกค้าของ Walmart ถูกเชื่อมโยงกับบัญชีของ Google ซึ่งจะมีการนำเสนอการขายสินค้าด้วยโปรโมชั่นใหม่ๆ ทั้งแบบ on-line และ offline (in-store) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกค้าต้องการซื้อรองเท้าจาก Walmart Google จะค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลให้ลูกค้าว่า ในการสั่งซื้อครั้งที่แล้วลูกค้าได้ซื้อ ขนาด / ประเภทไหนอย่างไร ไว้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อในครั้งนี้ แม้ Walmart และ Amazon จะแข่งขันกันทำธุกิจกันมาช้านาน แต่ก็มีการคาดการณ์ว่าศึกนี้ Walmart จะสามารถสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจ e-commerce ได้อย่างแน่นอน ในขณะที่ Amazon ตั้งใจที่จะจับกลุ่มลูกค้ารายได้ค่อนข้างต่ำของ Walmart อีกด้วย

ทั้งนี้ ส่วนแบ่งตลาดการค้าออนไลน์ของ Amazon เพิ่มขึ้นกว่าร้านค้าปลีกทั่วไปทุกปี (ซึ่งแน่นอนรวม Walmart ด้วย) ในขณะที่ Amazon Alexa-powered Echo มี Market share สูงถึง 70%เมื่อสิ้นปีที่แล้ว Wall Street Journal เคยรายงานไว้ว่า สิ่งสำคัญของการซื้อขายออนไลน์ คือ การที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งซื้อสินค้าแบบเดิมๆซ้ำๆ ซึ่งนั่นทำให้ Voice Ordering เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและ “Recall Preferred Brand” โดยไม่สร้างตัวเลือกของสินค้าที่เหมือน/ใกล้เคียงกันให้ลูกค้าเปลี่ยนใจ

เพราะฉะนั้นการนำสินค้ามากมายมหาศาลของ Walmart เข้ามาเป็นส่วนผสมใน Google Express เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่ในส่วนของ Walmart นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ เพราะสินค้ามากมายของยักษ์ใหญ่อย่าง “Target” และ “Costco” ได้อยู่ใน Google Express ก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ดี ศึกในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 ประเด็น

      1. Voice ordering : ถึงแม้ว่า การสั่งงานด้วยเสียงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้มาช่วงระยะหนึ่งแล้ว และกว่า 20% ของการค้นหาใน Google จะมาจาก “Voice Queries” บนมือถือ (จากผลการวิจัยจาก Gartner) ซึ่งสิ่งสำคัญเบื้องหลังก็คือ Machine Learning Natural-Language Question Answering และ Virtual Personal Assistants (VPAs) ซึ่ง VPAs กำลังถูกบริษัทต่างๆศึกษา วิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้ง Google, Amazon Microsoft Apple Baidu หรือแม้แต่ Facebook ซึ่งคาดหวังว่า VPAs จะสามารถจดจำพฤติกรรมของบุคคลได้ ซึ่งจากการร่วมมือดังกล่าวที่มี Google เป็นจุดเริ่มต้นของความต้องการลูกค้า ในขณะที่ Walmart เป็นเสมือน Fulfillment Center ก็ไม่น่าแปลกในเลยว่า “Voice-based Shopping” จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคตอันใกล้แน่นอน

     2. การแข่งขันที่รุนแรงด้วยนวัตกรรมใหม่ๆใน “e-commerce” : เมื่อครั้งที่ยักษ์ใหญ่ Amazon ได้เข้าซื้อกิจการอาหาร (จากบทความเรื่อง >>  Amazon กับธุรกิจใหม่ “High-end Grocery”) ทำให้ถูกมองว่า Amazon จะกลายเป็นเจ้าผู้ครองตลาดเพียงรายเดียว แต่ทว่ามาบัดนี้ เรากลับพบว่า การแข่งขันยังคงเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพียงแต่การซื้อสินค้าของ Walmart ผ่านทาง Jet.com แต่ยังรวมถึงการควบรวมการขนส่งด้วย ในขณะเดียวกันผู้เล่นรายสำคัญในตลาดไม่ว่าจะเป็น Instacart UberRUSH หรือ Postmates ต่างให้บริการ e-commerce platform ให้แก่ร้านค้าปลีกแต่ไม่รวมกระบวนการ Fulfillment หรือแม้แต่แบรนด์ดังยักษ์ใหญ่อย่าง Nordstrom, Burberry และ Nikeได้ใช้การบริหารจัดการด้วยกลยุทธ์ Omnichannel ของตนในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้าผ่านทาง in-store experience ด้วย ซึ่งนั่นหมายถึง ไม่มีใครเป็นผู้ครองตลาดอย่างแท้จริง

     3. ความกดดันเกิดขึ้นในบางส่วนของ Supply chain : เมื่อ e-commerce ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการขายปลีกเท่านั้น แต่ยังต้องการออก packaging ที่แปลกใหม่ หลากหลายและสร้าง “Customer Experience” ที่ดีได้ด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้บางบริษัทต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมาเน้นการค้าขายแบบ “Mass-Market Supply Chain" ที่สนใจเรื่อองการเติมเต็มสินค้าบน Shelf เป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่บอกได้ว่า ทุกคน/ทุกบริษัทสามารถเริ่มปรับตัว/พัฒนาตนเองให้ตอบรับกับความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งจะทำให้ Supply Chain มีความยืดหยุ่นและมีส่วนเกี่ยวข้องกับลูกค้าปลายทางมากขึ้น ในขณะที่ “Voice Ordering” มีประโยชน์มากในการสั่งซื้อสินค้าจำพวกวัสดุ/ของใช้สิ้นเปลือง เช่น กระดาษชำระ ผงซักฟอก เป็นต้น และยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อวิเคราะห์และวางแผนทางการตลาดได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้นแล้ว ทางเดียวที่ธุรกิจจะสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในทุกวันนี้ก็คือ การปรับตัวให้ทันตาม Digital Trend ที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลที่ได้จากระบบดิจิตอลเหล่านั้น และอย่าลืมที่จะสร้างความยืดหยุ่นในการดำเนินการต่างๆด้วย เพราะนับต่อจากนี้ การต่อสู้ในตลาดจะดำเนินขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้และไม่ทำให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจ ซึ่งนับเป็นความท้าทายของทุกส่วนงานจริงๆ

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย ***

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก forbes.com, npr.org, corporate.walmart.com, thewirecutter.com, pexels.com, amazon.com

  • 598
  • 0
  • previous
  • next