Blog

New Trend/ Innovation


9 เทรนด์การขนส่ง “last-mile” รู้เร็ว โตเร็ว

  • กรกฎาคม 07, 2017

_______________________________________________________________

In Brief

ธุรกิจต้องมองหา “Value-added Service” และตามเทรนด์ธุรกิจให้ทันไม่ว่าจะเป็น Faster Fulfillment,

Gig Economy หรือแม้แต่เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ใช้ Robot เป็นตัวขับเคลื่อน

และจุดหมายปลายทางที่สำคัญของทุกธุรกิจ ก็คือ ความพึงพอใจของลูกค้า นั่นเอง
_______________________________________________________________

หากพูดถึงการขนส่งในสมัยก่อน เรามักจะเห็นการขนส่งสินค้าแบบล็อตใหญ่ๆโดยรถบรรทุก หรือ ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งเป็นลักษณะการขนส่งระหว่างธุรกิจ กับ ธุรกิจ (Business to Business /B2B) แต่ในปัจจุบันกระแส e-commerce ที่มาแรงแซงทุกเทรนด์ในตอนนี้ ก่อให้เกิดความต้องการแบบ “On-demand Delivery” และ “Same-day Delivery” ขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการรูปแบบใหม่ที่สร้างความท้าทายให้กับผู้ให้บริการขนส่งอย่างมาก

แน่นอนว่า หากความต้องการพื้นฐานของลูกค้า มีผู้เล่นหรือคู่แข่งที่สามารถตอบสนองได้เช่นเดียวกัน เราต้องมองหา “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับบริการของตน หรือ “Value Added Service” ที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่ง On-demand Delivery และ Same-day Delivery ก็คือหนึ่งใน Value added Service ของธุรกิจขนส่งในปัจจุบันนั่นเอง

ฉะนั้น บทความนี้จึงขอกล่าวถึง 9 เทรนด์ ที่จะส่งผลกระทบต่อการขนส่งไปยังลูกค้าปลายทาง (Last mile Delivery)

1.Faster fulfillment: เมื่อความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นจากทั้ง On-demand Delivery และ Same-day Delivery ทำให้เกิดเทรนด์ที่เรียกว่า “อยากได้ของเมื่อไหร่ ต้องได้” การตอบสนองไม่ว่าจะต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า การหาสินค้าให้มีไว้เพื่อจำหน่าย ตลอดจนการขนส่งถึงมือลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ และนั่นทำให้ระบบ Fulfillment ต้องปรับตัวให้รวดเร็วและทันต่อความต้องการ

2.Gig economy/crowdsourcing applications: ระบบเศรษฐกิจแบบ “Part time” (Gig Economy หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยงานชนิดที่เป็น part time/freelance/self-employed หรืองานที่รับ outsource อีกต่อหนึ่ง)  และ แอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์มากขึ้น ทำให้บุคคลทั่วไปสามารถทำธุรกิจขนส่งได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น UberRUSH หรือ Postmates ที่ให้บุคคลทั่วไป (ผู้ที่ไม่ได้มีอาชีพหลักในการขนส่งสินค้า) ทำการขนส่งสินค้าให้ตน ทำให้มีรายได้เสริมที่นอกเหนือจากงานประจำ

3.Focus on visibility: ลูกค้าให้ความสำคัญกับ “การตรวจสอบและมองเห็นได้” เพราะในปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้บริโภค ต้องการได้ของที่เร็วและต้องการรู้ว่าสินค้าที่สั่งซื้อไปนั้นอยู่ที่ไหนแล้ว ทำให้ผู้ให้บริการขนส่งต้องพัฒนาระบบติดตามสถานะสินค้า รวมถึงระบบ POD (Proof of Delivery ) ที่ง่าย เพียงแค่เซ็นต์รับสินค้าบน tablet แบบดิจิตอล ก็เป็นหลักฐานว่าสินค้าได้ถูกส่งถึงมือลูกค้าเรียบร้อยแล้ว

4.Postal service evolves: บริการไปรษณีย์จะเปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการไปรษณีย์ชื่อดังอย่าง United States Postal Service (USPS) ได้ปรับตัวเพื่อที่จะเติบโตมากขึ้น โดยลดการขนส่งจดหมายลง แต่เพิ่มการขนส่งสินค้าแทน

5.Insourcing deliveries: หลายบริษัทต่างหันมาใช้รถขนส่งของตัวเองและ/หรือแชร์รถกับผู้อื่น เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้า แน่นอนว่า แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ก็อาศัยการแชร์รถกับผู้อื่น ในการขนส่งสินค้าให้ลูกค้า ในพื้นที่ที่ตนเองไม่ชำนาญ รวมถึงยังทำให้การ Utilize รถที่ดีขึ้นอีกด้วย

6.City warehouses: เมื่อปีที่แล้ว Amazon Prime มีศูนย์กระจายสินค้า/Hub ในประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 58 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการ same-day delivery ของลูกค้า ทำให้การเข้าไปรับและจัดส่งสินค้าเร็วขึ้น จนทำให้ Amazon มีบริการใหม่เกิดขึ้น คือ two-hour delivery ซึ่งเป็นบริการขนส่งที่ยังไม่มีผู้ให้บริการใดสามารถทำได้ ถือเป็นข้อได้เปรียบด้านการเป็นผู้นำ ที่ disrupt ผู้ให้บริการขนส่งรายอื่น ๆ ที่จะต้องดิ้นรนไล่ตาม Amazon ให้ทัน

7.Carrier becomes salesman:  ผู้ให้บริการขนส่งเป็นเสมือนพนักงานขายของร้านค้า เนื่องจากร้านค้าจะมีข้อมูลการซื้อสินค้าของลูกค้ามากมาย (Big Data) ร้านค้าจึงพยากรณ์ความต้องการของผู้บริโภคและพยายามาจึงนำสินค้าที่ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อ (แต่ยังไม่ซื้อ) ติดไปกับพนักงานขนส่งเพื่อนำเสนอสินค้าดังกล่าวให้กับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มยอดขายด้วย

8.Smart technology and sensors: เมื่อความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (ทั้งต้องการสินค้าที่เร็วขึ้นและตรวจสอบสถานะได้) ธุรกิจหรือร้านค้าต่าง ๆ จึงต้องนำเอาเทคโนโลยีอัจฉริยะ และ ระบบเซนเซอร์เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อติดตามสถานะของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่มีต้องควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตสามารถรู้ถึงอุณหภูมิ และ ความชื้นของสินค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา และจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม

9.Delivery by self-driving cars, drones and robots: ถึงแม้ว่าวิธีการขนส่งแห่งอนาคตนี้ จะอยู่ในช่วงของการพัฒนาและทดสอบ แต่จับตามองให้ดี ในอนาคต เทคโนโลยีเหล่านี้ จะกลายเป็น the game changer ที่หากธุรกิจใดนำมาปรับใช้ได้ก่อน ก็จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในธุรกิจขนส่งพัสดุย่อย ( Parcel Delivery) ที่ทั้งส่งได้ไว ปลอดภัยและถูกต้อง

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย **

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก  supllychaindive.com, bangkokbiznews.com, stocksnap.io, Thank you Samuel Zeller & Alex Knight on Unsplash

  • 2782
  • 0
  • previous
  • next