Blog

New Trend/ Innovation


2 เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจขนส่งปี 2035

  • กรกฎาคม 07, 2017

_______________________________________________________________

In Brief

“Intelligent Transportation System และเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง V2V และ V2I

ทำให้ภายในปี 2035 บนท้องถนนทั่วโลกจะมียานยนต์ไร้คนขับสูงถึง 40%”

_______________________________________________________________

       กว่าทศวรรษที่การประดิษฐ์คิดค้นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบไร้คนขับเกิดขึ้น โดยหวังว่าพาหนะดังกล่าวจะเป็นสถานที่หนึ่งที่ปลอดภัยที่สุดบนโลก (“Zero Accident”) จากที่ได้เคยนำเสนอบทความก่อนหน้านี้ (บทความเรื่อง “รถบรรทุก   ไร้คนขับ : จุดเปลี่ยนใหม่ของค่าขนส่งในอนาคต”) ที่บริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Volvo ได้ยืนยันว่า ในอนาคตผู้โดยสารที่นั่งอยู่ในยานยนต์ไร้คนขับของวอลโว่จะปลอดภัยทุกการเดินทาง (แม้ยังไม่มีสถิติใดๆยืนยัน) และมาบัดนี้ดูเหมือนว่าเรื่องดังกล่าวกำลังจะเป็นจริงขึ้นมา
        “Internet of Thing” ทำให้ทุกระบบสามารถทำงานร่วมกันและเข้าถึง/แลกเปลี่ยนข้อมูลระยะไกลระหว่างกันได้ ซึ่งนั่นทำให้การขับขี่บนท้องถนนอย่างปลอดภัยเป็นเรื่องไม่ยากนัก ระบบดังกล่าว เช่น “ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ/ Cruise Control” “ระบบควบคุมพาหนะให้อยู่ในเลนถนน/Auto lane-keeping Assist” “ระบบหลีกเลี่ยงการชน/Collision Avoidance” เป็นต้น

       ในขณะที่  “V2V หรือ Vehicle to Vehicle communication system” เป็นเครือข่ายที่พาหนะ (รถยนต์)” จะส่งข้อมูลความปลอดภัยและการจราจรไปมาระหว่างกัน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงป้องกันการจราจรติดขัดในเส้นทางด้วย ยานพาหนะแต่ละคันอาศัยการสื่อสารผ่าน DSRC (Dedicated short-range Communication) ด้วยระยะการสื่อสารไกลสูงสุดคือ 500 เมตรรอบตัวรถ ส่วน “V2I : Vehicle to Infrastructure” เป็นเทคโนโลยีในการรับ/ส่งข้อมูลระหว่างพาหนะและ Infrastructureต่างๆรอบเส้นทาง เช่น สัญญาณไฟจราจร เป็นต้น ซึ่ง V2I เริ่มแรกถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการบริหารจัดการสายการบิน แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลายอย่างตั้งแต่การเติมเชื้อเพลิงตลอดจนการบำรุงรักษาพาหนะด้วย ซึ่งทั้ง V2V และ V2I เป็นส่วนสำคัญใน “ITS หรือ Intelligent Transportation System” ระบบบริหารการขนส่งที่ถูกควบคุมจากศูนย์กลาง (Central Control) ในการขนส่งทุกประเภทผ่านเครือข่ายเดียวกัน โดย ITS ประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระบบการบริหารจัดการขั้นพื้นฐาน เช่น ระบบบนำทางรถยนต์/Car Navigator, ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจร/Traffic Signal Control System, ระบบบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์/Container Management System, ระบบตรวจจับทะเบียนรถอัตโนมัติ/Automatic Number plate Recognition, กล้องตรวจจับความเร็ว/Speed Camera ระบบกล้องวงจรปิด/Security CCV System เป็นต้น ไปจนถึง Advanced Application ที่ integrate การรับ/ส่งข้อมูลต่างๆระหว่างระบบ เช่น ระบบบริหารจัดการที่จอดรถ (Parking Guidance and Information System), ระบบแจ้งสภาพภูมิอากาศ/Weather Information, ระบบบป้องกันหิมะบนสะพาน/Bridge deicing System ( Bridge deicing system เป็นระบบที่ป้องกันไม่ให้สะพานที่มีรถสัญจรไปมา มีหิมะปกคลุมบนผิวสะพาน ด้วยเซนเซอร์ตรวจจับอุณหภูมิความเย็นและเซนเซอร์สำหรับปล่อยสารเคมีป้องกันการจับตัวของน้ำแข็ง) เป็นต้น ซึ่งเมื่อระบบทั้งหมดทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว การประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงและความเสียหายจากการเกิดอุบัติเหตุจะลดลงอย่างมาก และนั่นคือประโยชน์ส่วนหนึ่งที่ได้จากเทคโนโลยีไร้คนขับ (Self-driving Feature)

ภายในปี 2035 มีเพียง 40%ของยานพาหนะทั้งหมดทั่วโลกที่ถูกวางแผนให้ติดตั้งระบบอัจฉริยะนั้น ซึ่งนั่นหมายถึง บนท้องถนนจะประกอบไปด้วยรถยนต์ รถบรรทุก จักรยานยนต์ทั้งที่มีคนขับและไร้คนขับสัญจรไปมาอย่างปกติ ถนนทางหลวงระหว่างรัฐจึงดูเหมือนเป็นแพลตฟอร์มที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นระบบอัตโนมัติดังกล่าว เพราะรถที่สัญจรไปมาจะมีจุดจอด/จุดที่ต้องหยุดน้อยในระหว่างการเดินทาง (ถ้าเปรียบกับเมืองไทย คงต้องเป็นเส้นมอร์เตอร์เวย์กรุงเทพฯ-พัทยา)  อย่างไรก็ตาม 2 สิ่งที่ต้องเตรียมรับมือกับจากการเกิดขึ้นดังกล่าวในอนาคต นั่นคือ

1. Automated Truck : รถบรรทุกสินค้าหนักขนาดใหญ่ได้กลายเป็นเป้าหมายในการทำ “Self-driving Automation” หรือรถบรรทุกไร้คนขับ เนื่องจากเส้นทางที่รถบรรทุกต้องผ่านไปมาเป็นเส้นทางเดิมและระยะทางที่ไกลทำให้การเดินทางใช้เวลานาน แน่นอนว่าทำให้การทดลองเป็นไปได้ง่ายขึ้น และหากเกิดอุบัติเหตุกับรถบรรทุก ความเสียหายมากมายย่อมตามมา ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนพาหนะประเภทอื่น กว่า 4,000 ชีวิตที่เสียไป กว่า 116,000 ชีวิตที่บาดเจ็บต่อปีตามสถิติที่ Forbes รายงาน ซึ่งอุบัติเหตุหนึ่งครั้งทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีมาช่วยด้านความปลอดภัยจึงทำให้ลดความผิดพลาดจากพฤติกรรมคนขับหลังพวงมาลัยและยังช่วยลดอัตราการขาดแคลนพนักงานขับรถได้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนถนนทางหลวงระหว่างรัฐยังไม่ถูกระบุเป็นตัวเลขที่ชัดเจน แต่การเพิ่มความปลอดภัย คือการให้รถบบรรทุกขนาดใหญ่ออกจากพื้นที่จราจรแออัดให้ได้มากที่สุด และระบบขับขี่อัตโนมัติ หรือ “AI Driver” นั้นไม่มีความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ไม่มีความรู้สึก/ความต้องการที่จะทำงานในเมืองด้วย แม้ต้นทุนในการพัฒนา Software อาจจะสูงแต่ถ้าใช้ในปริมาณมากและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ต้นทุนการพัฒนาอาจลดลงได้และการ trade off จะต้องถูกนำมาพิจารณาความคุ้มค่าด้วย  (Waymo หนึ่งในตัวอย่างบริษัทผู้ผลิต “Autonomous Car” ที่แยกตัวออกมาจากบริษัทแม่อย่าง “Google” เพื่อรับผิดชอบโปรเจคนี้โดยเฉพาะซึ่งมี Mission เรื่องความปลอดภัยในการใช้งานเป็นหลัก)

2. Automobile Insurance : บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่อันดับสองของโลกอย่าง บริษัท Swiss Re คาดการณ์ว่า ยานยนต์ไร้คนขับจะสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้ถึง 45% ภายในปี 2020 อีก 55% เป็นผลมาจากความผิดพลาดของมนุษย์ บริษัทประกันภัยรถยนต์จะได้รับประโยชน์จากเบี้ยประกัน เนื่องจากโอกาสเกิดอุบัติเหตุลดลง แต่ในขณะเดียวกันความต้องการในการทำประกันภัยก็จะลดลงเช่นกัน และส่งผลให้ราคาของเบี้ยประกันภัยลดลงไปด้วย ดังนั้น เบี้ยประกันภัยรถยนต์จะผกผันกับยานยนต์ไร้คนขับซึ่งจะลดลงถึง 60% ภายในปี 2035 แต่…อย่าลืมว่าในปีนั้นถูกคาดการณ์ว่า มียานยนต์ไร้คนขับสัญจรไปมาในท้องถนนเพียง 40% เท่านั้น ซึ่งนั่นจะทำให้บริษัทประกันภัยทั้งหลายทั่วโลกคงต้องเตรียมรับมือกับยุคดิจิตอลที่กำลังจะเข้ามาเช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ นั่นเอง

** ท่านสามารถ "Comment"(Log-in ก่อน) กด "Like" กด "Share" บทความนี้ไปที่ Facebook ได้เลย **

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics
อ้างอิงและรูปภาพจาก  nytimes.com, forbes.com, techcrunch.com, forbes.com, pexels.com

  • 542
  • 0
  • previous
  • next