Blog

Logistics Update


ศัพท์น่ารู้ที่เกี่ยวกับ Omnichannel

  • มกราคม 24, 2019

___________________________________________________________

4 คำศัพท์ที่เป็นศัพท์ยอดฮิตของร้านค้า Omnichannel ในปี 2019 ที่มีผลโดยตรงกับการจัดการโลจิสติกส์ในร้าน

___________________________________________________________

            ช่วงนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดได้ออกมาทำนายว่า กลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดคือการใช้ช่องทางการขายแบบ Omnichannel เพราะสามารถซื้อสินค้าได้ทุกที่จากร้านค้าในออนไลน์ ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นให้กับลูกค้า รวมทั้งสร้าง Brand Loyalty ได้ จากการมีร้านค้าแบบออฟไลน์ ซึ่งในส่วนของ Omnichannel เองก็มีรายละเอียดปลีกย่อยในการทำกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน วันนี้เราลองมาดูคำศัพท์ยอดฮิตที่ใช้ในการขายแบบ Omnichannel ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละร้าน

BOPIS: buy online, pickup in-store

ในช่วงที่ผ่านมาการขายแบบนี้เป็นการขายที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของยอดขายออนไลน์ทั้งหมด ซึ่งจริงๆแล้วคำนี้มีมานานเป็นสิบปีแล้ว การขายแบบนี้ทำให้ร้านค้าจะต้องมีเทคโนโลยีทั้งในเรื่องของการ Track ที่ตั้งของร้านค้าที่ต้องให้ลูกค้าทราบว่าร้านค้าที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน รวมถึงการแจ้งเตือนข่าวสารต่างๆให้ลูกค้าทั้ง sms และอีเมล เพื่อส่งข้อมูลอัพเดทให้ลูกค้าทราบอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในอนาคตช่องทางการขายนี้จะยังมีความสำคัญ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็ว สามารถซื้อและรับสินค้าได้ในวันเดียวกัน นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งอีกด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะทำให้ช่องทางนี้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นจะเป็นในเรื่องของการสร้าง Customer Journey รวมไปถึงเทคโนโลยีสำหรับการจัดการโลจิสติกส์และการสื่อสารไปยังลูกค้าโดยมีสิ่งสำคัญคือฐานข้อมูลต่างๆ

BORIS: buy online, return in-store

จากข้อมูลของ Google คำนี้น่าจะมีมาตั้งแต่ปี 2007 แต่ยังไม่เป็นที่นิยมมากเท่ากับ BOPIS ส่วนใหญ่จะนิยมในช่วงของไตรมาส 4 ที่เป็นช่วงของการเฉลิมฉลอง จากการสำรวจของ Order Dynamics พบว่า 70% ของผู้ที่ซื้อของออนไลน์ชอบคืนหรือเปลี่ยนสินค้าที่หน้าร้าน และ
40% - 59% ของลูกค้าที่คืนหรือเปลี่ยนสินค้าหน้าร้านจะซื้อสินค้าอื่นเพิ่ม

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเองได้คาดว่าการซื้อออนไลน์ คืนหรือเปลี่ยนสินค้าที่หน้าร้านนี้จะกลายเป็นมาตรฐานของทุกร้านค้าออนไลน์ที่มีหน้าร้านในอนาคต เพราะนอกจากลูกค้าจะได้สินค้าใหม่ที่มั่นใจได้ว่าอยู่ในสภาพที่ลูกค้าต้องการแล้ว ร้านค้าเองก็สามารถตรวจสอบ และตัดสินใจได้ทันทีว่าสินค้านี้สามารถขายต่อได้หรือต้องส่งคืนโรงงาน

BOSS: buy online, ship to store

เป็นคำที่อาจไม่นิยมเท่า 2 คำแรก แต่เมื่อมีการขายสินค้าออนไลน์มากขึ้น คำนี้ก็เริ่มเป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น วิธีนี้ช่วยให้ร้านค้าไม่ต้องเก็บสต๊อกไว้ที่หน้าร้านแต่สามารถรวมสต๊อกไว้ที่คลังสินค้ากลางได้จากการที่รอให้ลูกค้าสั่งก่อนจึงจะเบิกสินค้าจากคลังสินค้ากลาง ซึ่งนอกจากจะช่วยร้านค้าในการลดต้นทุนการจัดเก็บแล้ว ยังทำให้มีข้อมูลเชิงลึกว่าร้านค้าไหนขายสินค้าไหนได้มาก รวมไปถึงที่ตั้งของร้านค้าสาขาไหนที่ไม่ดึงดูดลูกค้า

สิ่งที่จะช่วยให้การขายแบบนี้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นคือการแยกให้ได้ว่าสินค้าไหนควรอยู่ในคลังสินค้ากลางรอให้ลูกค้าสั่งซื้อก่อนจึงค่อยนำมาส่งที่หน้าร้าน และสินค้าไหนควรมีสต๊อกที่หน้าร้าน เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่มเมื่อมารับของ

BODFS: buy online, deliver from store

คำนี้เกิดมาในปี 2018 จากการมีบริการ Fulfillment เกิดขึ้น Order Dynamics ทำการสำรวจพบว่าเมื่อร้านค้าเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็น BODFS จะสามารถลดต้นทุนจากการยกเลิก Distribution Center ได้ ซึ่ง DC เหล่านี้มีค่าบริหารจัดการประมาณ 2.5 – 13 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตัวอย่างของร้านค้าปลีกที่หันมาใช้กลยุทธ์นี้คือ Walmart, Target และ Wholefoods ซึ่งสิ่งที่ร้านค้าเหล่านี้ต้องลงทุนคือการบริหารจัดการ Last Mile Logistics หรือเลือกพาร์ทเนอร์ที่สามารถส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น Wholefoods ที่ให้ Amazon Prime ส่งสินค้าให้จากร้านค้าตามสาขาต่างๆไปยังบ้านของลูกค้า    

กลยุทธ์นี้ได้เปลี่ยนการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์อย่างสิ้นเชิง ทีมที่บริหารด้านนี้ต้องมีการวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับร้านค้านั้นๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้เงินลงทุนในการสร้าง Infrastructure เหล่านี้ แต่สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้การบริหารสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนในการจัดเก็บ และทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าที่ใหม่อยู่เสมอ

 

เรียบเรียงโดย BLOG.SCGLogistics

อ้างอิงและรูปภาพจาก supplychaindive.com, .marketingoops.com, freepik.com

  • 515
  • 0
  • previous
  • next